
การพัฒนาสมาคมการค้าไทย
ด้วยนโยบายของรัฐเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการที่ SMEs จะมีอำนาจต่อรองกับภาครัฐเพื่อมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายได้นั้นจำเป็นที่ต้องรวมกลุ่มหรือก่อตั้งเป็นสมาคมการค้า พร้อมมีการกำหนดบทบาทและทิศทางของสมาคม อันจะนำไปสู่การมีอำนาจต่อรองกับภาครัฐรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของ SMEs
ด้วยนโยบายของรัฐเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการที่ SMEs จะมีอำนาจต่อรองกับภาครัฐเพื่อมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายได้นั้นจำเป็นที่ต้องรวมกลุ่มหรือก่อตั้งเป็นสมาคมการค้า พร้อมมีการกำหนดบทบาทและทิศทางของสมาคม อันจะนำไปสู่การมีอำนาจต่อรองกับภาครัฐรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของ SMEs
สมาคมการค้าจึงมีบทบาทและความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาผู้ประกอบการโดยตรง และการเป็นหน่วยงานสนับสนุนของภาครัฐ โดยบริบทของสมาคมการค้าในประเทศกำลังพัฒนาเสมือนทำหน้าที่ในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ
แม้ว่าในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาสมาคมการค้าจะถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และเป็นการสร้างอำนาจในการต่อรองของกลุ่ม มากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศก็ตาม โดยในช่วงแรกๆ ของการพัฒนาสมาคมการค้ามักจะมุ่งไปในเรื่องของการรักษาสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม หากสมาคมการค้าได้รับการพัฒนากระทั่งมีความแข็งแกร่งเพียงพอแล้ว จะสามารถมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายที่มีความเป็นธรรม และมีประสิทธิภาพตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการมากขึ้น การสร้างการร่วมมือกันในธุรกิจทั้งในแนวดิ่งและแนวนอน การลดต้นทุนด้านข้อมูลข่าวสาร การเพิ่มศักยภาพด้านการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากร นอกจากนี้ในบางกรณีสมาคมการค้ายังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในธุรกิจนั้นๆ ได้อีกด้วย
ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีสมาคมการค้าที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจสาขาต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 2,211 สมาคม แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 673 สมาคม หรือคิดเป็น 30% ในต่างจังหวัด 1,538 สมาคม คิดเป็น 70%
ดังนั้นจึงมีความจำอย่างยิ่งในการพัฒนาสมาคมการค้าให้มีความเข้มแข็งและมีความยั่งยืน โดยการพัฒนาสมาคมการค้าและยกระดับการดำเนินงานของสมาคมการค้าให้มีประสิทธิภาพขึ้น และตอบสนองความต้องการสมาชิกได้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนสมาชิก รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งในการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของภาครัฐ
การพัฒนาสมาคมการค้าใน 5 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิสัยทัศน์และพันธกิจ การพัฒนาระบบสมาชิกและการสร้างรายได้ให้กับองค์กร การส่งเสริมบทบาทของสมาคมการค้าต่อนโยบายของภาครัฐ การจัดการองค์กรในลักษณะสมาคมการค้า และการบริการด้านข้อมูลขององค์กร
นอกจากนี้ สมาคมผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนแนวความคิดและปรับบทบาทของสมาคม จากการรวมตัวเพื่อจัดสรรผลประโยชน์และเจรจาต่อรองกับรัฐบาล เช่น ด้านโครงสร้างภาษี กฎระเบียบต่างๆ เป็นต้น สร้างเครือข่ายระหว่างสมาชิกและระหว่างภาครัฐ (networking) มาเป็นการร่วมมือเพื่อขยายผลประโยชน์และพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวม เช่น การจัดตั้งและบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรสำหรับธุรกิจ การจัดตั้งกองทุนวิจัยเพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยีหรือสิ่งที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น พัฒนาความเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนา การรักษาสิ่งแวดล้อม การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการตลาดและด้านอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
ดังนั้น การพัฒนาสมาคมการค้าที่ประสบความสำเร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจในทุกด้าน ทั้งการเพิ่มพลังอำนาจในการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลด้านโครงสร้างภาษี หรือกฎระเบียบต่างๆ เป็นต้น รวมไปถึงการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูล อาทิ การทำ benchmarking รายเดือน การทำการตลาดร่วมกัน อาทิ trade fairs, missions การฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร การจัดหลักสูตรฝึกอบรมผู้บริหาร การร่วมพัฒนาบุคลากรกับสถาบันการศึกษาต่างๆ การให้ทุนการศึกษา การวิจัยและพัฒนา การร่วมพัฒนากับสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษา การสร้างมาตรฐานและการให้บริการทดสอบ การร่วมสร้างสถาบันวิจัยเฉพาะทาง จัดหาการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ สินค้าต่างๆ ร่วมกัน บริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การทำโครงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การให้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม การให้ทุนวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ควรสร้างความเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา และสถาบันต่างๆ ของอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น สถาบันยานยนต์ สถาบันยาง โดยการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหา ความต้องการแนวโน้มในอนาคต และขีดความสามารถของแต่ละอุตสาหกรรม
ดังนั้นการพัฒนาสมาคมการค้าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเปิดในปี 2558 โดยสามารถเชื่อมโยงถึงโลกการค้าที่มีการแข่งขันเชิงการบริหารจัดการและเชิงกลยุทธ์ได้







