
FAO ถกปัญหาราคาอาหารแพงกระทบคนจน
“ยุคล” ถก FAO ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร หลังราคาอาหารโลกสูงต่อเนื่อง หวั่นกระทบการเข้าถึงของประชากรที่ยากจน
“ยุคล” ถก FAO ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร หลังราคาอาหารโลกสูงต่อเนื่อง หวั่นกระทบการเข้าถึงของประชากรที่ยากจน
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุม The Second FAO Ministerial Meeting on International Food Prices ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2556 ซึ่งองค์การเกษตรและอาหารโลกได้ระดมความคิดเห็นจากระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกฯ เรื่องระดับราคาอาหารของโลก เนื่องจากมีข้อมูลว่าระดับราคาอาหารของโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น และปริมาณไม่สมดุลกับความต้องการของโลกเพิ่มขึ้น ทั้งเพื่อการผลิตเป็นอาหารและที่ไม่ใช่อาหาร (Food and Non Food) ตลอดจนเหตุจากรูปแบบโครงสร้างตลาดสินค้าเกษตรและอาหารที่มีแนวโน้มเข้าสู่ตลาดผู้ซื้อผู้ขายน้อยราย ส่งผลกระทบต่อระดับความมั่นคงทางด้านอาหารของโลก โดยเฉพาะการเข้าถึงอาหารของประชาชนในประเทศที่มีกำลังซื้อน้อย ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความอดอยาก
นายยุคล กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมว่า ประเทศไทยมีความเห็นสอดคล้องกับเอฟเอโอ ว่า ราคาอาหารโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงอาหารของประชากรที่ยากจนได้ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารมีเหตุปัจจัยสำคัญจากการเพิ่มขึ้นทางด้านต้นทุนการผลิตในฟาร์มและต้นทุนการตลาด ที่เกิดจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ซึ่งแนวทางแก้ไข เห็นว่า การเพิ่มปริมาณการผลิต โดยการปรับเพิ่มผลิตภาพและการลดปริมาณการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและการบริโภค (Food Losses and Food Waste) จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอาหารหรือเพิ่มปริมาณอาหารเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในที่สุดจะปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพเป็นระดับราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เหมาะสมกับขีดความสามารถหรือระดับกำลังซื้อของประชากรส่วนใหญ่ของโลกในที่สุด
สำหรับประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวและมีนโยบายสำคัญที่จะยกระดับความมั่นคงด้านอาหารและบรรเทาปัญหาราคาสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น โดยบริหารจัดการพื้นที่เกษตรให้มีความเหมาะสมกับสินค้าเกษตร ซึ่งใช้หลักวิทยาศาสตร์ด้านดินและความต้องการของพืช ปศุสัตว์ ประมง ที่จะนำไปสู่การปรับเพิ่มผลิตภาพการผลิต มีต้นทุนต่อหน่วยลดลงปริมาณและคุณภาพของผลผลิตสมดุลกับความต้องการของตลาด มีเสถียรภาพทางด้านราคา และเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
นอกจากนั้น ยังมีนโยบายการบริหารจัดการระบบการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร (Food Supply Chain System Management) รวมทั้งจัดการระบบการขนส่งและส่งผ่านความปลอดภัยด้านอาหารจากฟาร์มไปยังผู้บริโภค มีการบริหารจัดการให้มีการรวมกลุ่มการผลิตเป็นคลัสเตอร์ครบวงจร ควบคู่ไปกับการพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer โดยเป็นเกษตรกรที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ทั้งด้านการตลาดและการผลิตที่สะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นอกจากนั้น ประเทศไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้เป็นหลักการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยการปลูกพืชเลี้ยงปศุสัตว์และประมงเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน หากผลิตได้มากขึ้นเหลือจากการบริโภคภายในจึงรวมกลุ่มและจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นใกล้เคียง ซึ่งจะลดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงทางด้านราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารได้ครบถ้วนตามโภชนาการและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
“ประเทศไทยมีความเชื่อว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวข้างต้นจะมีส่วนสนับสนุนให้ระดับความมั่นคงด้านอาหารของโลกเพิ่มขึ้น และพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์และความคิดเห็นจากการประชุมนี้เพื่อให้ประชาคมโลกนำไปปรับใช้ประโยชน์ ตลอดจนร่วมกันดำเนินนโยบายที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษ (Millennium Development Goals - MDGs) โดยเฉพาะการขจัดความยากจนและความหิวโหย อันเป็นหนึ่งในเป้าหมายแปดประการ ที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ 189 ประเทศ ตกลงยอมรับกันที่จะพยายามบรรลุให้ได้ภายใน พ.ศ. 2558” นายยุคลกล่าว
สำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกเอฟเอโอในครั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นพ้องต้องกันว่า ราคาอาหารของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ซึ่งจะมีผลกระทบถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อย ดังนั้นที่ประชุมเห็นว่า แนวนโยบายที่จะบรรเทาผลกระทบให้ลดน้อยลง คือ การปรับเพิ่มผลิตภาพการผลิตภาคการเกษตรของโลก โดยเฉพาะหน่วยผลิตขนาดเล็ก นอกจากนั้น การใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้นจะเพิ่มปริมาณผลผลิตอาหารของโลกและปรับดุลยภาพด้านราคาอาหารของโลกให้เหมาะสมในที่สุด







