posttoday
ฉายภาพแดนอิเหนาเปิดประตูดึงทุนต่างชาติ

ฉายภาพแดนอิเหนาเปิดประตูดึงทุนต่างชาติ

08 ตุลาคม 2556

ประเทศอินโดนีเซียเป็นเป้าหมายสำคัญของนักลงทุนนักธุรกิจที่กำลังมองหาตลาดขนาดใหญ่ที่พรั่งพร้อมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ประเทศอินโดนีเซียเป็นเป้าหมายสำคัญของนักลงทุนนักธุรกิจที่กำลังมองหาตลาดขนาดใหญ่ที่พรั่งพร้อมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจของประเทศมีอัตราการเติบโตสูง และพร้อมที่จะรองรับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ลุตฟี ราอุฟ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย ฉายภาพว่า จุดแข็งของประเทศอินโดนีเซียในการรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ คือ การเมืองที่มั่นคง สภาวะเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีประชากร 245 ล้านคน และในจำนวนนั้น 60% มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 39 ปี จึงเป็นตลาดแรงงานที่มีศักยภาพสูง

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ ประชากรมากกว่า 50% อาศัยอยู่ในเมืองที่มีความทันสมัยและมีการเติบโตของคนชั้นกลางอย่างมาก ซึ่ง 50% ของจีดีพีเกิดขึ้นจากการบริโภคภายในประเทศและภาคเอกชนรวมถึงมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์

ทั้งนี้ ขนาดเศรษฐกิจของอินโดนีเซียคิดเป็น 40% ของเศรษฐกิจอาเซียน โดยในปี 2554 มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 6.5% และปี 2555 มีอัตราการเติบโต 6.3% ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (จี20)

อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจในประเทศ กับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้จีดีพีของอินโดนีเซียในไตรมาส 2 ของปี 2556 ขยายตัวลดลงเหลือ 5.8% โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้ทั้งปีน่าจะขยายตัวประมาณ 5.5-5.9% เนื่องจากเศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการบริโภคในประเทศรวมถึงมีหนี้สาธารณะในระดับต่ำ

ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง อินโดนีเซียจึงจำเป็นต้องปรับปรุงระบบ รวมถึงขั้นตอนต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการทำธุรกิจ เช่น แต่เดิมการขออนุญาตหรือขอใบรับรองต่างๆ จะต้องขอจากหน่วยงานรัฐบาลกลาง รวมถึงหน่วยงานในท้องถิ่น ซึ่งค่อนข้างสร้างความสับสนให้กับนักลงทุน อีกทั้งอินโดนีเซียยังมีการกำหนดกิจการที่ห้ามนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันมีกิจการกว่า 40 ประเภทที่เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และ 10 ประเภทที่มีข้อจำกัดทางการลงทุน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลพยายามผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

สำหรับกิจการที่รัฐบาลให้ความสำคัญมี6 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธุรกิจด้านการผลิต ธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ซีเมนต์ และปิโตรเคมี

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสมากมายในกิจการด้านระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นผลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ปี 2554-2568 ที่ต้องการให้ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยวางเป้าหมายให้ประเทศติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้าของโลกภายในปี 2568 และอันดับ 1 ใน 6 ในปี 2593 ทำให้มีโครงการมากมายที่รัฐบาลต้องการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน

ภายใต้แผนนี้ในปี 2556 คาดหวังจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมผู้นำ เช่น สิ่งทอ อาหารและการเกษตร ระบบสาธารณูปโภค โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมโลหะพื้นฐาน พลังงานทดแทน และอุปกรณ์ด้านการสื่อสาร ได้สำเร็จ

สำหรับการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 อินโดนีเซียมองว่าอาเซียนคือบ้าน คือครอบครัว และมีอนาคตร่วมกัน นำมาซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนทางสังคม การที่ประชาคมอาเซียนจะรวมตัวกันในปี 2558 ทุกฝ่ายต้องมั่นใจว่าความพร้อมจะไม่อยู่แต่ในกรุงเทพฯ หรือจาการ์ตาเท่านั้น แต่ทุกหมู่บ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรจะเข้าถึงความเป็นอาเซียน และรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของในอาเซียน รวมทั้งต้องมั่นใจว่าประชาชนต้องได้รับประโยชน์จากอาเซียนอย่างเท่าเทียมกัน

รวมทั้งยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะสร้างความร่วมมือทั้งในระดับภาคเอกชนและภาคประชาชน ซึ่งความท้าทายอย่างหนึ่งคือการเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพื้นที่ของความร่วมมือกัน โดยอาเซียนจะต้องร่วมกันก้าวเดินอย่างมั่นคง และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วนี้จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของอาเซียน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ