
คริส ดีลิเวอรี่ ติวอังกฤษปลุกนิสัย 2 ช่างของคนไทย
ทุกวันนี้ใครไม่รู้ภาษาอังกฤษคงจะอยู่ได้ลำบาก เพราะโอกาสในการทำงานและเติบโตตามสายอาชีพค่อนข้างริบหรี่
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
ทุกวันนี้ใครไม่รู้ภาษาอังกฤษคงจะอยู่ได้ลำบาก เพราะโอกาสในการทำงานและเติบโตตามสายอาชีพค่อนข้างริบหรี่ บริษัทไหนๆ ก็ต้องการคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไว้ใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อโลกไร้พรมแดนและประชาคมอาเซียนกำลังไล่หลังมา
แม้แต่คนที่คิดว่ารู้ภาษาอังกฤษ คุณมั่นใจไหมว่าจะสามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้จริงๆ ไม่เหวอกลางอากาศ แบบอยู่ดีๆ ก็นึกศัพท์ไม่ออกซะอย่างนั้น
ลองคิดดูเล่นๆ ช่วงนี้บ้านเราฝนตกบ่อยๆ หนักบ้างเบาบ้าง หากจะบอกฝรั่งว่า “ฝนตกปรอยๆ” จะต้องพูดอย่างไร
ใครคิดออกยินดีด้วย คุณได้ไปต่อ แต่ถ้าใครคิดไม่ออก ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะคุณยังมีเพื่อนอีกไม่น้อยที่เป็นเหมือนกัน
คริสโตเฟอร์ ไรท์ หรืออาจารย์คริส ผู้ดำเนินรายการ “คริส ดีลิเวอรี่” และเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ “Wright English Club” เริ่มต้นคำถามนี้ในการบรรยายพิเศษ “พร้อมไหม เมื่อต้องใช้ภาษาอังกฤษในอาเซียน” ที่จัดโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และฝ่ายภาษาและนวัตกรรมการสอน บริษัท การบินไทย
เชื่อว่าผู้ฟังร่วมร้อยในห้องบรรยายวันนั้นคงมีไม่กี่คนที่รู้ว่า คำตอบคือ It’s drizzling.
นี่สะท้อนว่าบางครั้งคนที่รู้ภาษาอังกฤษก็ตกม้าตายได้ และอาจไม่ได้พร้อมจริงๆ ที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไม่นับรวมคนไทยอีกมากมายที่เป็นโรคกลัวฝรั่ง ทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว เหมือนจะพูดได้แต่เอาเข้าจริงกลับพูดไม่ได้ โดยมักปรากฏอาการตอนที่ชาวต่างชาติเดินมาใกล้ๆ เช่น หลบตา เดินหนี หรือยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำให้ดูยุ่งๆ เข้าไว้
ที่ผ่านมาคนไทยชอบเรียนภาษาอังกฤษแบบลิมิเต็ด เอดิชัน เช่น เรียนเพื่อไปสอบ ติวเข้าทำงานแอร์โฮสเตสหรือสจ๊วต หรือเรียนเฉพาะสายวิชาชีพของตัวเอง แต่กลับไม่รู้เรื่องราวอื่นๆ รอบตัว ทำให้ไม่สามารถสนทนากับคนต่างชาติได้ คิดคำศัพท์ไม่ออก ยกตัวอย่างแพทย์ที่คุ้นกับศัพท์เฉพาะ เมื่อเดินทางไปต่างประเทศก็เจอปัญหา อยากได้รถเข็นกระเป๋าในสนามบินก็คิดศัพท์ไม่ออก หรือเวลาตรวจคนไข้ฝรั่ง ก็นึกคำถามง่ายๆ ไม่ได้ เพราะเคยใช้แต่ศัพท์การแพทย์ยากๆ ที่แม้แต่เจ้าของภาษาก็ยังงง
คริสแนะว่า การจะสื่อสารภาษาอังกฤษ สิ่งสำคัญพื้นฐาน คือ ต้องรู้คำศัพท์ ต้องหมั่นเปิดดิกชันนารีบ่อยๆ เพราะแม้แต่เจ้าของภาษาเองก็ยังไม่รู้คำศัพท์ทั้งหมด นอกจากนี้คนไทยจะต้องฝึกเร่งตนเองให้เป็น 2 ช่าง ได้แก่ ช่างสังเกตและช่างสงสัย ไม่ใช่ช่างมัน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่รู้ภาษาอังกฤษต่อไป เหมือนตอนนี้ทั้งรัฐบาลและคนไทยเองก็ยังเฉยๆ รอเวลาให้อาเซียนมาถึง โดยไม่ทำอะไร
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องหัดเป็นช่าง เริ่มจากสังเกตคำศัพท์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทุกคำ ไม่ปล่อยผ่านเพราะมัวคิดว่าศัพท์นี้สำคัญ ศัพท์นั้นไม่ได้ใช้ ในชีวิตของคนเราสื่อสารเพื่อ 2 เป้าหมาย นั่นคือ ผลลัพธ์ (Results) และสานสัมพันธ์ (Relationships) ดังนั้นศัพท์ที่คิดว่าไม่จำเป็นก็อาจต้องใช้ในบางโอกาส
หลังจากเจอศัพท์ภาษาอังกฤษแล้วให้สะกดในใจและออกเสียงให้ถูกต้อง ไม่ต้องปรับเปลี่ยนสำเนียงให้เป็นภาษาอังกฤษแบบไทยๆ เช่น ชื่อเดเรก (Derek) ก็ออกเสียงดิเรก น้ำส้ม (Orange Juice) ที่ต้องออกเสียงว่า ออเรนจ์ จู๊ส กลับออกเสียงออเรนจ์ จุ๊ยส์
ต่อไปก็ให้คิดคำศัพท์ดังกล่าวเป็นภาพ แล้วจำไว้ในหัว รวมถึงลองเอาคำศัพท์นั้นไปใส่ไว้ในประโยคให้ได้ และสุดท้าย คือ ต้องหาประโยคสำเร็จรูปไว้ในใจ นอกเหนือจากประโยคทักทายพื้นฐาน
ทั้งหมดนี้จะช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ แม้ไวยากรณ์จะไม่ถูกก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้อง “เป๊ะ” แบบวุฒิศักดิ์ ขอให้สื่อสารได้เข้าใจ ภาษาอังกฤษไม่มีเสียหน้า มีแต่ต้องหน้าด้าน อย่ากลัวที่จะผิดพลาด ภาษาอังกฤษจะช่วยคนไทยให้พัฒนาตัวเอง แต่ต้องจริงจังบ้าง ขณะที่โรงเรียนมักเน้นหลักไวยากรณ์จนทำให้คนกลัวที่จะพูดผิด
“สิ่งที่ทำให้คนพิเศษ (Extraordinary) แตกต่างจากคนธรรมดา (Ordinary) ที่หาได้ตามท้องตลาด คือ ต้องเพิ่ม Extra เข้าไป ด้วยการใส่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เหนือกว่าคนอื่น รวมถึงภาษาอังกฤษ”







