
SMEมะกันถูกปรับแพง
เหตุสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคออกกฎเข้มรายย่อยอ่วมต้องรับภาระต้นทุนพุ่ง
เหตุสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคออกกฎเข้มรายย่อยอ่วมต้องรับภาระต้นทุนพุ่ง
รายย่อยมะกันโอด ค่าปรับ คุ้มครองผู้บริโภคเข้มเกิน ดันต้นทุนธุรกิจพุ่ง
นิวยอร์กโพสต์ เปิดเผยผลการศึกษาเพื่อชี้แจงต่อสาธารณชนในประเด็นของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (ดีซีเอ) ของสหรัฐ ในการสั่งปรับวิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภคตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังเพิ่มภาระต้นทุนต่อธุรกิจรายย่อยในประเทศอย่างหนัก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการจัดเก็บค่าปรับในความผิดที่ไม่รุนแรงทว่าบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งอาจฉุดรั้งการขยายตัวของธุรกิจโดยไม่จำเป็น
“จากรายงานของสำนักงานดีซีเอ และการสอบถามความเห็นของลูกจ้างในธุรกิจขนาดเล็ก พบว่าผู้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิผู้บริโภคของดีซีเอ มีแนวโน้มสั่งปรับธุรกิจรายย่อยถึง 1 ใน 4 ของธุรกิจที่เข้าไปสุ่มตรวจ” รายงานระบุ โดยอัตราค่าปรับอยู่ที่ระดับ 25 เหรียญสหรัฐ จากการฝ่าฝืนไม่ปิดป้ายแสดงราคา ไปจนถึง 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ จากความผิดฐานจงใจโก่งราคาน้ำมันในสถานีให้บริการน้ำมัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นความพยายามของดีซีเอในการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หลังจากถูกตัดงบประมาณลงจากมาตรการตัดลดงบประมาณอัตโนมัติของกรุงวอชิงตัน โดยเมื่อปี 2011 คณะกรรมการดีซีเอจัดจ้างคณะผู้ตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 14 คน เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจขนาดเล็กในประเทศอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น
ยืนยันได้จากจำนวนของธุรกิจที่กระทำความผิดฝ่าฝืนกฎต่างๆ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จาก 1.09 หมื่นครั้งในปี 2010 มาอยู่ที่ 2.41 หมื่นครั้งในปี 2012
อย่างไรก็ตาม อัตราค่าปรับเฉลี่ยที่เจ้าของธุรกิจถูกปรับนั้น มีสัดส่วนลดลงจากระดับ 966 เหรียญสหรัฐ ในระหว่างปี 2002-2009 เหลือเพียง 697 เหรียญสหรัฐ หลังจากปี 2011 บ่งชี้ให้เห็นว่าเจ้าของธุรกิจเหล่านั้นถูกปรับจากความผิดที่ไม่รุนแรงแต่บ่อยครั้งขึ้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับดีซีเอเพิ่มขึ้นถึง 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ทางดีซีเอตอบโต้ในประเด็นดังกล่าวว่า อัตราค่าปรับธุรกิจที่กระทำความผิดถูกกำหนดขึ้นโดยสภาเมืองของนิวยอร์ก โดยนับตั้งแต่ปี 2008 สภาออกกฎหมายใหม่ถึง 38 มาตรการ ซึ่งรวมถึงการขึ้นอัตราค่าปรับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีซีเอต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







