
นายพลเกียป...สุดยอดนักโลจิสติกส์
เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ต.ค. 2556 ที่ผ่านมา ได้มีข่าวสำคัญ คือ นายพลโวเหงียนเกียป จอมทัพที่ได้รับฉายาว่าเป็นผู้พิชิตประเทศที่เป็นมหาอำนาจของโลกถึง 2 ประเทศ คือ ฝรั่งเศสและสหรัฐ และได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก เทียบเท่านายพลที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นนายพลจอร์จ วอชิงตัน นายพลดักลาส แมคอาเธอร์ จอมพลเกออร์กี จูคอฟ ฯลฯ ได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 102 ปี
เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ต.ค. 2556 ที่ผ่านมา ได้มีข่าวสำคัญ คือ นายพลโวเหงียนเกียป จอมทัพที่ได้รับฉายาว่าเป็นผู้พิชิตประเทศที่เป็นมหาอำนาจของโลกถึง 2 ประเทศ คือ ฝรั่งเศสและสหรัฐ และได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก เทียบเท่านายพลที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นนายพลจอร์จ วอชิงตัน นายพลดักลาส แมคอาเธอร์ จอมพลเกออร์กี จูคอฟ ฯลฯ ได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 102 ปี
สำหรับจุดเด่นของนายพลเกียปมีมากมาย โดยมีการกล่าวขวัญกันมาก คือ ความยอดเยี่ยมในการทำสงครามประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่มักมองข้าม แต่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ ความสำเร็จในด้านโลจิสติกส์ หรือการส่งกำลังบำรุงทางการทหาร
โลจิสติกส์นับเป็นปัจจัยตัดสินการแพ้ชนะ ก่อนที่จะยิงปืนนัดแรกด้วยซ้ำ ผู้เชี่ยวชาญถึงกับกล่าวว่า “สัจธรรมสมัยใหม่ของสงคราม คือ มือสมัครเล่นจะถกเถียงกันในเรื่องยุทธวิธี ขณะที่มืออาชีพจะถกเถียงกันในเรื่องโลจิสติกส์” (A modern axiom of war is that amateurs will discuss tactics and professionals will discuss logistics.) นายพลเกียปสามารถวางแผนเกี่ยวกับโลจิสติกส์ในการเคลื่อนกำลังพลและยุทธปัจจัยอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ทำให้โจมตีได้อย่างข้าศึกคาดไม่ถึงและไม่ทันตั้งตัว
สำหรับสมรภูมิสำคัญที่ตัดสินการแพ้ชนะสงครามกับฝรั่งเศสในครั้งนั้น คือ การรบที่เมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งภูมิประเทศเป็นที่ราบ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง กองทัพฝรั่งเศสได้คาดการณ์ว่าฝ่ายเวียดมินห์มีข้อจำกัดอย่างมากในด้านโลจิสติกส์ ไม่สามารถขนส่งปืนใหญ่มายังสมรภูมิได้
แต่นายพลเกียปได้บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์อย่างที่ข้าศึกนึกไม่ถึง โดยได้เกณฑ์มวลชนจำนวนมากมายถึง 3 แสนคน มาเป็นลูกหาบขนส่งยุทธปัจจัยมายังสมรภูมิแห่งนี้ ผ่านพื้นที่ป่าเขาในช่วงกลางคืน ขณะที่พักผ่อนในช่วงกลางวัน เพื่อป้องกันการตรวจพบของฝ่ายข้าศึก ทำให้สามารถลากปืนใหญ่ทั้งขนาด 75 ม.ม. และ 105 ม.ม. เป็นจำนวนมาก เข้าสู่ที่ตั้งบนภูเขาที่รายล้อมเมืองเดียนเบียนฟู โดยกองทัพฝรั่งเศสคาดไม่ถึงเลยว่าหายนะได้คืบคลานมาสู่ตนเองแล้ว
กองทัพเวียดมินห์เริ่มโจมตีกองทัพฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2497 โดยกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายเวียดมินห์ชุดแรกซึ่งยิงถล่มที่ตั้งกองทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส ได้สร้างเสียหายยับเยินจนปืนใหญ่ฝรั่งเศสหมดสภาพในการยิงตอบโต้ และใช้เวลาเพียง 55 วัน คือ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2497 ก็สามารถเผด็จศึกได้สำเร็จ โดยกองทัพฝรั่งเศสได้สูญเสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน บาดเจ็บ 5,600 คน ถูกจับเป็นเชลยอีก 6,500 คนโดยมีทหารฝรั่งเศสเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่หนีไปประเทศลาวได้สำเร็จ
ต่อมาต้องเผชิญกับสงครามกับสหรัฐ โดยฝ่ายสหรัฐเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าพลังแห่งเทคโนโลยีจะเอาชนะสงครามได้อย่างไม่ยาก แต่สุดท้ายก็แพ้ จะไม่มีประวัติซ้ำรอยเหมือนกับเหตุการณ์เดียนเบียนฟูอีกเด็ดขาด โดยโลกได้ประจักษ์ถึงนวัตกรรมในด้านยุทธวิธีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งระเบิดแบบปูพรมของเครื่องบินบี 52 ซึ่งมีอำนาจทำลายล้างอย่างรุนแรง สามารถทำลายเมืองทั้งหมดให้ลบหายออกไปจากแผนที่ รวมถึงรูปแบบกองทหารม้าอากาศ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์หลายพันเครื่อง สามารถส่งกำลังทหารไปค้นหาและทำลายข้าศึกอย่างง่ายดายในทุกสมรภูมิ
นายพลเกียปเคยให้สัมภาษณ์ถึงเคล็ดลับประการหนึ่งของการเอาชนะสงครามกับสหรัฐว่า จะต้องมุ่งเน้นโจมตีระบบโลจิสติกส์ของข้าศึก ทั้งในส่วนเส้นทางส่งกำลังบำรุงและสนามบิน ขณะเดียวกันต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของตนเองให้มีความยืดหยุ่นสูงจนฝ่ายข้าศึกไม่สามารถทำลายได้โดยการทำสงครามกับสหรัฐฯ เส้นเลือดสำคัญด้านโลจิสติกส์ของเวียดนามเหนือ คือ เส้นทางโฮจิมินห์ โดยใช้แรงงานมากมายนับแสนคน เดินทางผ่านเส้นทางที่เป็นภูเขาห้วยหนองลำคลองต่างๆ แม้ถูกเครื่องบินของสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ไม่สามารถที่จะทำลายระบบโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่นของเวียดนามเหนือได้ สามารถปกปิดและซ่อมแซมเส้นทางอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่งกำลังบำรุงได้อย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นสงครามได้อย่างยืดเยื้อจนสหรัฐฯ ถอนตัวออกไป และสามารถเอาชนะสงครามได้ในที่สุด







