posttoday
รัฐบาลต้องกู้มาลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลต้องกู้มาลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

08 ตุลาคม 2556

พักนี้มีข่าวว่าหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ ต่างพากันปรับลดเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของไทยลงจากเดิมประมาณร้อยละ 5 เหลือประมาณร้อยละ 4 หรือต่ำกว่านั้น

พักนี้มีข่าวว่าหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ ต่างพากันปรับลดเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของไทยลงจากเดิมประมาณร้อยละ 5 เหลือประมาณร้อยละ 4 หรือต่ำกว่านั้น

เหตุผลหลักของการปรับลดจีดีพี ก็พอทราบกันอยู่ว่า เนื่องจากตัวเลขการส่งออกของไทยอาจขยายตัวทั้งปีไม่เกินร้อยละ 2 อัตราการขยายตัวของการบริโภคลดลงเหลือร้อยละ 3.4 อัตราการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนลดลงเหลือร้อยละ 2 และแม้แต่การใช้จ่ายและการลงทุนก็ลดลงเหลือร้อยละ 7.9 ตามตัวเลขการประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทยเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจของโลกยังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ ทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นลดลง

ส่วนการบริโภคภายในประเทศก็ดูเหมือนว่าโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นเป็นไปได้ยาก เพราะการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนที่สูงใกล้แตะร้อยละ 80 ของจีดีพี ทำให้ประชาชนจำเป็นต้องชะลอการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคลง นักธุรกิจทั่วไปยังขาดความเชื่อมั่นที่จะลงทุนเพิ่ม เพราะมีปัจจัยเสี่ยงในการลงทุนสูง ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานของสินค้า รวมทั้งความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าในตลาดโลก ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเพิ่มการใช้จ่ายและลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น

ความจริงว่าไปแล้ว เป็นเรื่องปกติที่เมื่อรายได้จากการส่งออกลดลง การลงทุนภาคเอกชนลดลง การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของประชาชนลดลง รัฐบาลก็ควรเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจต้องการใช้จ่ายลงทุนตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และเมื่อไม่มีเงินก็ต้องกู้เงินมาลงทุน

แต่ผมมานั่งคิดดูว่า ถ้าวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถดถอยง่ายขนาดนี้ทำไมหลายๆ ประเทศถึงได้มีปัญหาทั้งในอเมริกาใต้ในยุค 2540 และในยุโรปในยุค 2550

ก็ถ้าการที่รัฐบาลเร่งเพิ่มการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐแล้วทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น ทำไมอาเจนตินาถึงมีปัญหาเรื่องหนี้ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง กรีซ สเปน หรือแม้แต่ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่โตอย่างอิตาลีถึงประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะมีหนี้สาธารณะสูงจนไม่สามารถชำระหนี้ได้

ที่สำคัญ รายได้ของรัฐบาลมาจากการเก็บภาษีอากรจากประชาชน หนี้ของรัฐบาลจึงเป็นหนี้ทางอ้อมของประชาชนไปโดยปริยาย เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลก่อหนี้จนไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ ท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนคือประชาชน

ประชาชนเดือดร้อนอย่างไร ถ้ารัฐบาลชำระหนี้ที่ก่อขึ้นไม่ได้

ถ้ารัฐบาลชำระหนี้ไม่ได้ สิ่งแรกที่จะทำคือการเก็บภาษี ทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมเพิ่มขึ้น เพื่อหารายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นให้กับเจ้าหนี้ ประชาชนซึ่งมักจะก่อหนี้เพิ่มขึ้นตามรัฐบาลในเวลาที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองแบบฟองสบู่ก็จะยิ่งถูกบีบให้รับภาระทางการเงินมากขึ้น เพื่อหาเงินให้รัฐบาลไปชำระหนี้

ประชาชนจะเดือดร้อนเมื่อรัฐบาลก่อหนี้เพิ่มขึ้นจนชำระหนี้ไม่ได้ เพราะราคาสินค้าจะแพงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะเงินตราของประเทศนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนต้องรับภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น

เมื่อรัฐบาลก่อหนี้เพิ่มขึ้นจนชำระหนี้ไม่ได้ เศรษฐกิจจะทรุดตัวอย่างรวดเร็ว ไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ไม่มีการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ นายจ้างต้องลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ประชาชนจะเดือดร้อน เพราะถ้าไม่ถูกเลิกจ้างจะถูกลดค่าจ้าง ที่เคยได้รับโบนัสจะไม่ได้รับ ความชักหน้าไม่ถึงหลังจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น จากภาระหนี้ที่ต้องแบกอยู่จะกดดันลงมาพร้อมๆ กันว่าจะเอาตัวให้อยู่รอดได้อย่างไร เมื่อภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นแต่รายได้ลดลงหรือขาดรายได้ที่เคยได้รับ

เมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา ผู้คนตกงาน ค่าครองชีพสูงขึ้น สิ่งที่จะตามมาทำให้ประชาชนเดือดร้อน คือ ปัญหาอาชญากรรม ลักเล็กขโมยน้อย จี้ปล้นทรัพย์สิน ทำให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและครอบครัวเพิ่มขึ้น

และที่สำคัญ ถ้าแก้ปัญหาทางการเงินไม่ได้ ประชาชนจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีให้ชำระหนี้จากเจ้าหนี้ก่อนรัฐบาล เพราะอย่างน้อยคงไม่มีเจ้าหนี้รายใดสามารถเข้าไปฟ้องร้องรัฐบาลให้ล้มละลายและยึดทรัพย์รัฐบาลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายล้มละลายให้เจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์ของลูกหนี้ได้ภายในเวลาไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องดำเนินคดีกันทางแพ่งกินเวลา 5 ปี 10 ปี เหมือนในอดีตอีก ซึ่งกฎหมายล้มละลายไม่มีข้อยกเว้นให้ลูกหนี้ที่ล้มละลายเพราะตกงานอันเนื่องมาจากการก่อหนี้ของรัฐบาล ถ้าลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้ มีทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ ก็ต้องถูกยึดทรัพย์ไปขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามกฎหมายในทุกกรณี

เขียนเรื่อยเปื่อยมานาน ไม่ได้เจตนาจะขู่ท่านผู้อ่านให้กังวลใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับว่ารัฐบาลไทยจะก่อหนี้จนไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ เพราะรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลยืนยันว่าจะบริหารเศรษฐกิจภายใต้กรอบวินัยการเงินและการคลัง อย่างรัฐบาลปัจจุบันก็ยืนยันว่าไม่ว่าจะกู้เพิ่มอีก 350,000 ล้านบาท หรือ 2 ล้านล้านบาท สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะไม่เกินร้อยละ 50 อย่างแน่นอน

เหตุผลที่รัฐบาลอ้างก็เป็นอย่างที่ว่า คือเมื่อมีการกู้เงินมาลงทุนอย่างน้อยลำพังเงินกู้ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นปีละ 1% จากการขยายตัวตามปกติ ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้โดยไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

ถ้าการกู้เงินมาแล้วทำให้ประสิทธิภาพในการแข่งขันของประเทศสูงขึ้น ทำให้จีดีพีขยายตัวตามคาด รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นพอที่จะจ่ายคืนเงินกู้และดอกเบี้ยได้ ประเทศนี้น่าจะเจริญเติบโตโชติช่วงชัชวาล ประชาชนอย่างท่านผู้อ่านอย่างผมจะมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความสุขกันโดยทั่วหน้า ไปไหนก็ไม่อายว่ามาจากประเทศที่ล้มละลายทางเศรษฐกิจ เพราะใช้จ่ายเงินเกินตัว มีเวลาก็นั่งรถไฟความเร็วสูงไปเที่ยวสิงคโปร์

แต่อย่างที่เขาว่ากันแหละครับว่า การลงทุนมีความเสี่ยง การลงทุนด้านการกู้ขนานใหญ่แบบนี้เหมือนกับการเล่นไพ่หมดหน้าตัก ถ้าชนะก็รวย ถ้าแพ้ก็หมดตัว ถ้าท่านชอบลงทุนแบบนี้ก็เตรียมตัวเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่จะตามมาจากการลงทุนครั้งใหญ่ด้วยการกู้ได้แล้ว ถ้าสำเร็จรวยแน่

แต่ถ้าท่านไม่ชอบความเสี่ยงมาก ชอบเป็นนักลงทุนแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด รวยน้อยหน่อยไม่เป็นไร ขอปลอดภัยไว้ก่อน ท่านคงต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้รับความเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา คือต้องติดตามความเคลื่อนไหวของดัชนีบ่งชี้ทางเศรษฐกิจทุกตัวอย่างใกล้ชิด คอยดูว่าประธานาธิบดีสหรัฐจะทำอะไร สภาคองเกรสของอเมริกาจะตกลงกันได้หรือไม่ ประเทศไทยจะประสบปัญหาเศรษฐกิจราคาข้าว ราคายาง จะขึ้นหรือลงอย่างไร อย่างน้อยเห็นท่าไม่ดีท่านจะได้เตรียมเอาตัวรอดไว้ก่อน ไม่ก่อหนี้มาก ไม่เล่นหุ้นจนเกินตัว ซื้อทองคำเก็บได้บ้าง อย่าซื้อรถใหม่ รถหรู เกินความจำเป็น คือ สรุป ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ขอให้ท่านมีเงินออมหรือทรัพย์สินที่มีความคล่องสูงที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ใช้ในยามจำเป็นได้ทันที แล้วอย่าลืมจุดธูป จุดเทียน บนบานศาลกล่าวให้โครงการเงินกู้ทุกโครงการของรัฐบาลประสบความสำเร็จด้วยดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลามปามมาถึงท่าน

อย่างไรก็ตาม อย่าถามผมว่าคิดอย่างไร เพราะผมยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท