
ผ่านจุดร่วมนับพันปี สู่ "สำนึก" อาเซียน
ไม่ว่าจะในสังคมเล็กหรือใหญ่เพียงใดก็ตาม หากกล่าวถึงการ “รวมตัว” มีเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้การรวมตัวนั้นง่ายขึ้น นั่นคือ “จุดร่วม” นั่นเอง
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ไม่ว่าจะในสังคมเล็กหรือใหญ่เพียงใดก็ตาม หากกล่าวถึงการ “รวมตัว” มีเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้การรวมตัวนั้นง่ายขึ้น นั่นคือ “จุดร่วม” นั่นเอง
เมื่อวิเคราะห์จุดร่วมของอาเซียนจะพบว่า จุดเริ่มต้นของจุดร่วมในอาเซียนไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันก่อตั้งอาเซียนเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2510 แต่มีอยู่ร่วมกันมานานนับพันปีแล้ว
ยุกติ มุกดาวิจิตร ประธานศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เล่าว่า แท้จริงอาเซียนมีโครงสร้างร่วมกันมานานมากแล้ว หากมองในเชิงประชากร คนแถบนี้ก็มาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน
“5 แสนปีก่อน แถบที่เราอยู่อาศัยในขณะนี้คือถิ่นของกลุ่ม Homo Erectus หรือมนุษย์ชวา มนุษย์ลิงสายพันธุ์หนึ่ง ต่อมาราว 4 หมื่นปีก่อน Homo Sapiens หรือมนุษย์เราปัจจุบันกลุ่ม Negritos ก็เข้ามาอาศัยที่นี่ และเมื่อ 7,000 ปีก่อนกลุ่มชาวอาเซียนปัจจุบัน Homo Sapiens กลุ่ม Southern Mongoloid ก็เข้ามาอาศัยที่นี่แทนที่กลุ่มเดิม”
ยุกติ เล่าอีกว่า ในแง่ของภาษาอาเซียนก็มีรากภาษาเพียง 5 กลุ่มเท่านั้น ได้แก่ 1.ม้งเมี่ยน 2.ทิเบโตเบอร์มัน 3.ไตกระได 4.ออสโตรเอเชียติก และ 5.ออสโตรเนเชียน บางภาษาที่ดูแตกต่างกัน เช่น ภาษาไทยกับภาษาอินโดนีเซีย ก็ยังมาจากรากภาษาเดียวกัน
นอกจากนี้ อาเซียนยังมีวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น การมีเครื่องสำริด กลองมโหระทึก มีอาหารอย่างหมาก พลู กะปิ น้ำปลา ตลอดจนการมีวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นผ่านการค้า การติดต่อ แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
แต่จุดร่วมที่มีเหมือนกันมานานเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อการเป็น “จุดเชื่อม” คนอาเซียนในยุคปัจจุบัน จำเป็นจะต้องมี “ประเด็นร่วม” หรือพื้นที่ใหม่ให้คนอาเซียนสร้างสังคมร่วมกันด้วย
เริ่มต้นจากประเด็นร่วม เขามองว่าปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้เชื่อมโยงกลุ่มคน “รากหญ้า” ของแต่ละประเทศเข้าด้วยกันได้ เพราะถือเป็นเรื่องที่หลายประเทศในอาเซียนยังประสบปัญหา ไม่ได้รับการดูแลคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของบุคคล สิทธิชุมชน สิทธิวัฒนธรรมจากภาครัฐอย่างเต็มที่ การสร้างความตระหนักร่วมกันในเรื่องสิทธิมนุษยชน อาจช่วยให้คนอาเซียนเชื่อมโยงกันได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกันพื้นที่เปิดอย่างสังคมออนไลน์ก็กลายเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย เหมาะแก่การใช้รวมตัวของคนในอาเซียน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง คือ การรวมตัวของสังคมชาวไทยใหญ่ในโลกออนไลน์ โดยใช้ชื่อแฟนเพจในเฟซบุ๊กว่าTai Community Online ที่มีคนกดไลค์มากกว่า 1.1 หมื่นคน
อย่างไรก็ตาม จุดร่วมและจุดเชื่อมจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ หากคนในแต่ละประเทศยังเต็มไปด้วยอคติต่อเพื่อนบ้าน
“หลายสิ่งเป็นต้นตอให้คนเกลียดกัน แทนที่จะเป็นต้นตอให้คนมีจุดร่วม ตัวอย่างสำคัญคือภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ของไทยหลายเรื่องแฝงไปด้วยทัศนคติที่ทำให้คนเกลียดกัน ทั้งหมดหล่อหลอมให้คนไทยเกิดคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาไม่เกลียดพม่าแล้ว สำนึกความเป็นไทยจะอยู่ตรงไหน”
ยุกติ อธิบายอีกว่า เนื้อหาประวัติศาสตร์ของไทยยังถูก “สอนเพื่อให้สอบ” เด็กไทยจึงไม่ค่อยได้จดจำเพื่อนบ้านในมุมที่ดี และแทบไม่มีความรู้เรื่องเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ หลายประเทศคงอยู่กับความเกลียดชังเพื่อนบ้านใกล้เคียงมานาน เช่น เวียดนาม เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า จีนคือศัตรูหมายเลข 1 เพิ่งมีการแก้ไขเรื่องดังกล่าวไปเมื่อไม่นานมานี้
โจทย์ที่ท้าทายอาเซียนนับจากนี้ จึงเป็นการสร้างจุดร่วมเพิ่มเติม หากเป็นการวิจัย ก็ไม่ใช่วิจัยเพื่อถามว่าไทยจะได้อะไร แต่เป็นการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ว่า เพื่อนบ้านจะได้อะไร และจะสร้างอะไรร่วมกันในอาเซียนได้บ้าง
“แต่ละประเทศควรจะลดสำนึกความเป็นชาติให้น้อยลง แล้วเพิ่มสำนึกความเป็นเพื่อนบ้าน สำนึกความเป็นอาเซียนขึ้นมาทดแทน ทำให้เกิด Double Identity ก็ได้ เหมือนที่เรามีคนเชื้อสายจีนในไทย แต่ต่อไปก็กลายเป็นคนไทยในอาเซียน ภาครัฐแต่ละประเทศต้องไม่กลัวภาพซ้อนของอาเซียนมาสั่นคลอนตัวตนเดิม”







