
ท่องเทียวมะกันระส่ำ หลัง"กอฟเวิร์นเมนต์ ชัตดาวน์”
หลายต่อหลายครั้งที่ “ปัญหาภายนอก” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
หลายต่อหลายครั้งที่ “ปัญหาภายนอก” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้ กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้บรรดาธุรกิจขนาดเล็กต้องประสบกับภาวะชะงักงัน หรืออยู่ในความเสี่ยงที่อาจทำให้ธุรกิจ ถึงขั้นปิดตัว
เช่นเดียวกันกับบรรดาธุรกิจขนาดเล็กเมืองลุงแซม ในธุรกิจภาคการท่องเที่ยว รวมไปถึงร้านค้าต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยการอยู่รอดจากนักท่องเที่ยว ก็เริ่มได้รับผลกระทบด้านลบแล้ว หลังจากที่มีการประกาศ ปิดอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของนักท่องเที่ยว หลังจากที่มีการประกาศปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ หรือที่รู้จักกันว่า “กอฟเวิร์นเมนต์ ชัตดาวน์”
“สิ่งที่เกิดขึ้นแย่เอาซะมากๆ” ออห์น หญิงสาว เจ้าของบริษัทท่องเที่ยวในฟลอริดา ซิตี ซึ่งนำเที่ยวไปที่อุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์ในรัฐฟลอริดา กล่าว โดยถ้าหากอุทยานแห่งชาติแห่งนี้ยังปิดทำการมากกว่า 1 สัปดาห์ อาจจะสร้างความเสียหายให้ธุรกิจของ ออห์นถึง 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 6 แสนบาท)
“หากอุทยานแห่งชาติยังปิดต่อไปอีก เราต้องล้มละลายแน่ๆ” ออห์น ระบุ
ทั้งนี้ ธุรกิจขนาดเล็กหลายร้อยแห่งคอยให้บริการนักท่องเที่ยวเที่ยวอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศราว 278 ล้านคน ซึ่งแม้ว่าธุรกิจจะมีลูกจ้างที่มีความสามารถ ทว่าไม่มีนักท่องเที่ยวจากการปิดหน่วยงาน ลูกจ้างเหล่านั้นก็จำเป็นต้องออกจากงาน
ด้าน เฟรด พาเกิลส์ เจ้าของบริษัท ไซออน เซอร์เคิล ธุรกิจให้เช่าและขายจักรยาน ก็กล่าวว่า หลังจากที่อุทยานแห่งชาติไซออนในรัฐยูทาห์ปิดทำการ ทำให้พาเกิลส์จำเป็นต้องยกเลิกการจองเช่าจักรยาน และปฏิเสธการเช่าจักรยาน
“ผมคาดว่าธุรกิจต้องสูญเงินหลายพันเหรียญสหรัฐ หากอุทยานปิดเป็นเวลา 1 เดือน แม้จะไม่ใช่จำนวนเงินที่มากมาย แต่เราเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ดังนั้นเป็นเงินจำนวนมากสำหรับผม” เจ้าของบริษัท ไซออน เซอร์เคิล กล่าว
ห่างออกไปอีกไม่ไกล อุทยานแห่งชาติอาร์เชสก็ต้องปิดตัวลง ซึ่ง จูลี ฟอกซ์ เจ้าของเอ็กเลคทิคาเฟ่ ธุรกิจร้านอาหารใกล้กับอุทยาน ก็แสดงความกังวลถึงการปิด หน่วยงานในครั้งนี้เช่นกัน
“20% ของรายได้มาจากช่วงเดือน ต.ค.พ.ค. และถ้าหากเกิดภาวะเหมือนที่มีการปิดหน่วยงาน 21 วันเหมือนปี 1995 ฉันอาจจะต้องลดพนักงานลง 8 คน จากทั้งหมด 12 คน” ฟอกซ์ คาดการณ์
ทั้งนี้ ภาวะการปิดหน่วยงานในขณะนี้ดูแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากกว่าเมื่อปี 1995 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวที่อ่อนแอจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะสูงกว่าเมื่อปี 1995 ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 16.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จาก 18 ปีก่อนที่ 9.58 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามอัตราการว่างงานก็สูงตามไปด้วยที่ 7.3% เทียบกับปี 1995 ที่ 5.4% ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องพึ่งพาการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยว ยิ่งมีความอ่อนไหวกับภาวะวิกฤตมากยิ่งขึ้น
เห็นได้ชัดจากโยเซมิตี ไมเนอร์ส อินน์ ธุรกิจให้บริการที่พักราคาถูก ลูกค้ายกเลิกการจองมากกว่า 10 ราย หลังจากที่มีการประกาศปิดหน่วยงานเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
“ทุกอย่างเกิดขึ้นจากตรงนี้ ไม่มีเวลาไหนแย่ไปกว่าตอนนี้แล้ว เพราะตอนนี้เป็นช่วงไฮซีซั่น และธุรกิจของเราก็ต้องพึ่งช่วงนี้เพื่ออยู่รอดในช่วง หน้าหนาว” เชสลี แบรนด์ดอน ผู้จัดการทั่วไปของโยเซมิตี ไมเนอร์ส อินน์ กล่าว พร้อมระบุว่า ขณะนี้สูญเงินไปหลายพันเหรียญสหรัฐแล้ว
“ถ้าสิ่งนี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เราต้องไม่รอดแน่ๆ” แบรนด์ดอน กล่าว
บรรดาเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้ลงความเห็นว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากกอฟเวิร์นเมนต์ ชัตดาวน์ ไม่ได้เป็นแค่เพียงแค่การปิดประตูหน่วยงานรัฐเท่านั้น
“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่กระทบแต่เพียงลูกจ้างของรัฐบาล เพราะพวกเขาจะยังคงได้รับเงินในอนาคต แต่สำหรับคนอื่นๆ กำลังจะต้องสูญเสียทุกอย่าง ซึ่งนี่เป็นผลกระทบที่ร้ายแรงมากๆ” พาเกิลส์ เจ้าของธุรกิจขายและเช่าจักรยาน กล่าว







