
เจาะแผนไทยพาณิชย์หนุนกลุ่มโอท็อป
หนึ่งในปัญหาสำคัญของโอท็อปของไทยที่มีจำนวนกว่า 7 หมื่นผลิตภัณฑ์ คือ การขาดเงินทุน และการวางแผนทางการเงินที่ดี
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
หนึ่งในปัญหาสำคัญของโอท็อปของไทยที่มีจำนวนกว่า 7 หมื่นผลิตภัณฑ์ คือ การขาดเงินทุน และการวางแผนทางการเงินที่ดี โดยเฉพาะการออมเงิน แต่ที่น่าห่วงมากที่สุด คือ ผู้ประกอบการโอท็อปพึ่งพาการกู้เงินนอกระบบ และไม่เข้ามาใช้บริการกับสถาบันการเงินของรัฐหรือเอกชน จึงเกิดปัญหารายได้ไม่พอใช้จ่ายและมีหนี้พอกพูนอย่างไม่หยุดยั้ง
ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะผู้บุกเบิกขยายตลาดสินเชื่อให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการโอท็อปเป็นรายแรกๆ ตั้งแต่ปี 2555 เพราะเห็นถึงความสำคัญของ ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ว่าจะเป็นรากฐานสำคัญ ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ และจากการสัมผัส ผู้ประกอบการโอท็อปในช่วงที่ผ่านมา ได้ทำให้เห็นปัญหาของโอท็อปมากขึ้น
“พิกุล ศรีมหันต์” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เข้าไปขยายตลาดกับกลุ่มผู้ประกอบการโอท็อป เป็นธนาคารพาณิชย์รายแรกของประเทศ และได้เข้าไปรุกตลาดกับผู้ประกอบการโอท็อปตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา
การเข้าไปทำตลาดกับกลุ่มโอท็อป เนื่องจากเป็นฐานรากที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยระยะแรกธนาคารได้เข้าไปร่วมมือกับ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมออกบูธในงานโอท็อปที่จัดขึ้นทุกครั้ง เพื่อมุ่งให้ความรู้ด้านการเงิน โดยไม่ได้มุ่งหวังว่าต้องเข้ามาเป็นลูกค้าของธนาคาร
จากการเข้าไปพบกับกลุ่มโอท็อปตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะใช้บริการกับการกู้เงินนอกระบบ เพราะมองว่าสถาบันการเงินน่ากลัว จึงไม่เข้ามาใช้บริการกับธนาคาร และมีความเชื่อว่าธนาคาร รับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
“ภาครัฐได้โครงการโอท็อปมาเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว โอท็อปถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและผลิตสินค้าได้คุณภาพสูง แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่มีธนาคารพาณิชย์เข้าไปดูและและช่วยเหลือ มีเพียงธนาคารของภาครัฐ ที่เข้าไปดูแลการให้สินเชื่อ” นางพิกุล กล่าว
จากการเข้าไปพบกับ ผู้ประกอบการโอท็อปหลายครั้ง เพื่อทำความรู้จักและเริ่มไว้ใจธนาคารมากขึ้น พร้อมรับฟังคำปรึกษากับธนาคารที่แนะนำการบริหารการเงิน แนะนำให้กู้เงินในระบบ การจัดทำระบบบัญชี แนะนำการลงทุน และปลูกฝังการออมเงิน เพราะที่ผ่านมาการออมเงินของผู้ประกอบการอยู่ในระดับต่ำ เพราะเน้นออมเงินผ่านการซื้อสินทรัพย์ทั้งบ้าน รถยนต์ หรือการส่งเงินให้ บุตรหลานเรียนหนังสือแทน
“เมื่อผู้ประกอบการมั่นใจกับการใช้บริการกับธนาคาร จึงเริ่มมั่นใจใช้บริการสินเชื่อแทนการกู้นอกระบบ เพราะการกู้เงินนอกระบบมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20% แม้จะขายสินค้าได้ แต่ก็ไม่มีกำไรเหลือ แต่ต้องส่งรายได้และดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับสูงมาก” พิกุล กล่าว
ธนาคารได้ให้ผู้จัดการเข้าไปพบกับกลุ่มโอท็อปโดยตรง เข้าไปพูดคุย และทำความรู้จักกัน เพราะส่วนใหญ่โอท็อปที่เป็นการรวมกลุ่มของวิสาหกิจชุมชน และค่อนข้างกลัวคนที่ผูกไท ใส่สูท เราเข้าไปคุยแนะนำด้านการเงินให้ทุกอย่าง แนะนำการลงทุน การออมเงินด้วย ทำให้ผลหนึ่งปีที่ผ่านมา ลูกค้าเริ่มยอมรับและไว้ใจเรา” นางพิกุล กล่าว
นอกจากนี้ ได้วางนโยบายให้สาขาของธนาคารทุกแห่งทั่วประเทศ ให้คำแนะนำแก่โอท็อปเรื่องการบริหารทางการเงิน ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคาร (ซีเอสอาร์) เพราะธนาคารไม่ได้หวังยอดสินเชื่อจากกลุ่มลูกค้านี้ เพราะเป็นกลุ่มเล็กเมื่อเทียบกับลูกค้ากลุ่มอื่น แต่มุ่งให้โอท็อปรู้จักวางแผนทางการเงินและรู้จักออมเงิน
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีโอท็อปเข้ามาขอสินเชื่อประมาณ 150 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา และไม่พบว่ามีปัญหาการผิดชำระหนี้ เพราะธนาคารเข้าไปดูแลอย่างต่อเนื่อง และประชาชนก็มีวินัยการเงินดีขึ้น ขณะเดียวกันมีประมาณ 10% ที่สามารถพัฒนาธุรกิจและกลายเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ เพราะยอดขายเติบโตเกินระดับ 100 ล้านบาท
ขณะที่คุณสมบัติของโอท็อปที่สามารถขอสินเชื่อได้นั้น ต้องเป็นผู้ประกอบการตัวจริง ที่ทำธุรกิจจริง ตามข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชน มียอดขายและผลการดำเนินงาน โดยวงเงินขอสินเชื่อขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานและยอดขาย
ส่วนการปรับตัวของโอท็อปเพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นั้น โอท็อป ต้องปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดีขึ้น และสวยงามมากขึ้น ทำให้สินค้ามีคุณภาพสูงคงทน เพื่อทำให้สามารถขยายตลาดในอาเซียนได้ เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์โอท็อปไทยมีความสวยงาม และมีคุณภาพสูง
“เชื่อมั่นว่าแนวทางที่ธนาคารได้วางไว้จะช่วยให้โอท็อปมีความแข็งแกร่งทางการเงินเพิ่มขึ้น ประชาชนมีรายได้และมีเงินออมสูงขึ้น จึงส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง และในอนาคตหากมีธนาคารรายอื่นๆ ทำแคมเปญเพื่อกลุ่มโอท็อปจะดีมาก เพราะจะส่งผลดีต่อโอท็อปทั้งประเทศ” พิกุล กล่าวทิ้งท้าย
ส่วนอัตราดอกเบี้ยของธนาคารอยู่ที่ 12% ต่อปี หรือเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยต่อเดือนที่ 1% และวงเงินกู้ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีโอท็อปเข้ามาขอสินเชื่อประมาณ 150 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราดังกล่าว ถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจ
พร้อมกันนี้ได้วางนโยบายให้ธนาคารทุกสาขาทั่วประเทศ ให้คำแนะนำแก่โอท็อปเรื่องการบริหารทางการเงิน ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคาร (ซีเอสอาร์) เพราะธนาคารไม่ได้หวังยอดสินเชื่อจากกลุ่มลูกค้านี้ เพราะเป็นกลุ่มเล็ก แต่มีความสำคัญสูงสุด และสิ่งสำคัญคือ อยากให้โอท็อปรู้จักวางแผนทางการเงินและรู้จักออมเงิน
ในช่วง 1 ปีที่ทำโครงการมา ไม่พบว่ามีปัญหาการผิดชำระหนี้ เพราะธนาคารเข้าไปดูแลอย่างต่อเนื่อง และประชาชนก็มีวินัยการเงินดีขึ้น ขณะเดียวกันมีสัดส่วนประมาณ 10% ที่สามารถพัฒนาธุรกิจ และกลายเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ เพราะยอดขายเติบโตขึ้นเกินระดับ 100 ล้านบาท
ขณะที่คุณสมบัติของโอท็อปที่สามารถขอสินเชื่อได้นั้น ต้องเป็นผู้ประกอบการตัวจริง ที่ทำธุรกิจจริง ตามข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชน มียอดขายและผลการดำเนินงาน โดยวงเงินขอสินเชื่อขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานและยอดขาย
ส่วนการปรับตัวของโอท็อปเพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นั้น โอท็อป ต้องปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดีขึ้น และสวยงามมากขึ้น ทำให้สินค้ามีคุณภาพสูงคงทน เพื่อทำให้สามารถขยายตลาดในอาเซียนได้ เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์โอท็อปไทยมีความสวยงาม และมีคุณภาพสูง
ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าแนวทางที่ธนาคารได้วางไว้จะช่วยให้โอท็อปมีความแข็งแกร่งทางการเงินเพิ่มขึ้น ประชาชนมีรายได้และมีเงินออมสูงขึ้น จึงส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง และในอนาคตหากมีธนาคารรายอื่นๆ ทำแคมเปญเพื่อกับกลุ่มโอท็อปจะดีมาก เพราะจะส่งผลดีต่อโอท็อปทั้งประเทศ







