
ทันสถานการณ์
ประมงโชว์จริงใจแก้ค้ามนุษย์
ประมงโชว์จริงใจแก้ค้ามนุษย์
นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จะทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งและสมาคมแปรรูปอาหาร ที่จะไม่ซื้อสินค้าประมงจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย และจากเรือประมงที่ไม่มีการจดทะเบียนเรือตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้นานาชาติเห็นว่าไทยมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และแรงงานเด็กที่ทำให้หลายประเทศคู่แข่งนำมาโจมตีและทำให้ไทยถูกสหรัฐขึ้นบัญชีประเทศที่มีการใช้แรงงานทาสในบัญชีที่ 2 หรือประเทศที่ถูกจับตามองว่ามีการค้าแรงงานทาสและแรงงานเด็ก
“ทั้งนี้กรมจะลงทะเบียนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ และเผยแพร่ไปทั่วโลกเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นสินค้าอาหารทะเลจากบริษัทเหล่านั้น ไม่ได้มาจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งโครงการดังกล่าวจะทำให้เรือประมงพาณิชย์จะเร่งมาจดทะเบียนเรือให้ถูกกฏหมายและเข้าโครงการของรัฐที่จะดูแลสวัสดิ์การลูกเรือ ตามมาตรฐานสากล เพื่อช่วยปลดประเทศไทยจากการถูกกล่าวหาดังกล่าว”นายนิวัติกล่าว
สำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กรมประมงคาดว่าจะทำให้ไทยมีวัตถุดิบสินค้าประมงเพิ่ม โดยกรมจะเร่งหารือกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตทะเลติดกัน ทั้งพม่า อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางประมง โดยเฉพาะทางการพม่าที่ปัจจุบันมีเรือประมงไทยไปทำประมงจำนวนมาก โดยจะหารือเพื่อร่วมมือเปิดด่านชายแดนเพิ่มในจุดสินค้าประมงผ่านแดนที่จุดผ่านแดนด่านเจดีย์สามองค์และด่านแม่สอด พร้อมร่วมมือในการออกใบตรวจรับรองคุณภาพสินค้าประมงที่มีต้นทางในประเทศพม่าและไม่ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มที่ด่านปลายทาง ซึ่งจะมีผลทำให้มีปริมาณสัตว์น้ำเข้ามาประเทศไทยได้อีกประมาณ 2.5 หมื่นตันจากปกติที่มีการนำเข้าผ่านจุดผ่านแดนเกาะสอง ประเทศพม่า ที่จ.ระนองประมาณ 45 หมื่นต้นเพื่อนำมาป้อนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารประมงของไทย โดยเฉพาะซูริมิที่ปัจจุบันได้รับความนิยมมาก
ล้างสต๊อกมันเส้น 2 ล้านตัน
น.ส.ปานจิตต์ พิศวง รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสามารถระบายมันเส้นที่อยู่ในสต๊อกของรัฐบาล ปี 2555/2556 จำนวน 2.2 ล้านตันเกือบหมดแล้ว หรือเหลืออีกประมาณ 1 แสนตัน และสามารถทยอยส่งเงินคืนให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้แล้วประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการขายในลักษณะจีทูจีให้กับประเทศจีนกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งในส่วนที่เหลือจะเสนอให้กระทรวงพาณิชย์หามาตรการเร่งระบายเพื่อรองรับมันสำปะหลังในฤดูกาลผลิต 2556/2557 ในกรณีที่รัฐบาลจะมีนโยบายรับจำนำต่อไป โดยสถานการณ์มันสำปะหลัง ปี 2556/2557 คาดว่าจะมีปริมาณ 28.22 ล้านตัน เพิ่มจากปีก่อน 2.78% เบื้องต้นภาคเอกชนประเมินว่า ราคาตลาดโลกน่าจะปรับตัวลดลงเนื่องจากประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าหลักของไทยได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้านเริ่มออกสู่ตลาด โดยภาครัฐจะส่งเสริมการนำมันฯไปใช้ในส่วนของพลังงานทดแทนมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งทางกระทรวงพลังงานยืนยันว่าในฤดูผลิต 2556/57 ผู้ประกอบการพลังงานทดแทนจะมีการรับซื้อหัวมันสดไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตันเพื่อนำไปผลิตเอทานอล ซึ่งจะผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านลิตร จากในปีการผลิตที่โรงงานเอทานอลรับซื้อไป 1.6 ล้านตัน ผลิตเอทานอลได้ 255 ล้านลิตร
> “หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกการใช้น้ำมันเบนซิน 91 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเกษตรกรและประเทศชาติที่ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและจะช่วยให้ราคามันฯปรับตัวสูงด้วย”
> อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ได้สำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันฯ ปี 2556/57 คาดว่าจะมีพื้นที่เก็บเกี่ยว 7.9 ล้านไร่ มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ที่ 3.6 ตัน โดยคาดว่าราคารับซื้อหัวมันสดเชื้อแป้ง 25% ที่เกษตรกรขายได้จะอยู่ใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่คุ้มทุน
ผุดสถานีตำรวจท่องเที่ยวสนามบิน
นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงได้มอบหมายให้กองกำกับการท่องเที่ยวตำรวจท่องเที่ยววางแผนยุทธศาสตร์การจัดตั้งสถานีตำรวจท่องเที่ยวภายในบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติทั้ง 6 แห่ง ภายใต้การดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เช่น ภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว แท็กซี่เถื่อน ฯลฯ และให้สามารถลงพื้นที่ให้ความดูแลช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ทันทีกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้หารือร่วมกับ ทอท. พร้อมผ่านความเห็นชอบตามแนวคิดดังกล่าว
ในช่วงที่ผ่านมาตำรวจท้องที่และตำรวจท่องเที่ยวไม่มีอำนาจหน้าที่ดูแลพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติ ทำให้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เพื่อเข้าจัดระเบียบได้ และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้อย่างทันท่วงที ดังนั้น จึงได้เตรียมหารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อพิจารณาเพิ่มอัตรากำลังพล รวมถึงเพิ่มอำนาจหน้าที่ด้านการสอบสวนสืบสวนให้ครบกระบวนการ รวมถึงตั้งงบประมาณการดำเนินงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อเสนองบประมาณการจัดตั้ง ซึ่งคาดว่าจะเปิดแห่งแรกที่ จ.ภูเก็ต ในเดือน ธ.ค.นี้







