
ไฟเขียวรับเบอร์ซิตีสงขลา
บอร์ดกนอ.อนุมัติแนวทางพัฒนามั่นใจหนุนการลงทุนเพิ่ม4.3พันล้านบาท
บอร์ดกนอ.อนุมัติแนวทางพัฒนามั่นใจหนุนการลงทุนเพิ่ม4.3พันล้านบาท
บอร์ดการนิคมฯ อนุมัติแนวทางพัฒนารับเบอร์ซิตีในนิคมฯ ภาคใต้ คาดหนุนการลงทุนเพิ่ม 4,300 ล้าน
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ กนอ. มีมติเห็นชอบแนวทางการพัฒนาโครงการเมืองยาง หรือรับเบอร์ซิตี ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา ระยะที่ 3 พื้นที่ประมาณ 755 ไร่ วงเงินลงทุนประมาณ 1,133 ล้านบาท
เบื้องต้นจัดงบประมาณประจำปี 2557 วงเงินประมาณ 45 ล้านบาท เพื่อออกแบบรายละเอียดโครงการ โดยคาดว่าโครงการจะก่อให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 4,300 ล้านบาท ทำให้ความต้องการใช้ยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 2 หมื่นตัน มูลค่าจากการแปรรูปยางเพิ่มขึ้นประมาณ 3,200 ล้านบาทต่อปี เกิดการจ้างงานในพื้นที่ทั้งในพื้นที่อุตสาหกรรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกประมาณ 1.5 หมื่นคน หรือคิดเป็นมูลค่า 2,700 ล้านบาทต่อปี
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า นิคมฯ ภาคใต้ จ.สงขลา มีพื้นที่โครงการรวม 2,247 ไร่ แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก พื้นที่ 867 ไร่ ปัจจุบันเหลือสำหรับขายหรือเช่า 60 ไร่ ระยะที่ 2 พื้นที่ 625 ไร่ พัฒนาแล้ว 351 ไร่ มีผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท สยามมิชลิน ประกอบกิจการผลิตยางผสม พื้นที่ 133 ไร่ ซึ่งจะเปิดดำเนินการประมาณต้นปี 2557 ขณะนี้ กนอ. เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำประปา จาก 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็น 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อให้พอกับความต้องการของโรงงานในพื้นที่
สำหรับระยะที่ 3 มีพื้นที่ประมาณ 755 ไร่ ที่บอร์ดอนุมัติล่าสุด ซึ่งมีแนวคิดที่จะดำเนินโครงการจัดตั้งเป็นรับเบอร์ซิตี เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนให้ยางพาราเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศอีกกลุ่มหนึ่ง
ทั้งนี้ ผลศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของโครงการนิคมฯ ภาคใต้ ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทั้งโครงการแล้ว และสามารถรองรับอุตสาหกรรมยางพาราได้
“อุตสาหกรรมเป้าหมายที่คาดว่าจะเข้ามาลงทุนในรับเบอร์ซิตี ได้แก่ อุตสาหกรรมถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางสำหรับยานยนต์ ท่อยาง แปรรูปน้ำยางข้น แปรรูปไม้ยางพารา และอุตสาหกรรมสนับสนุนอื่นๆ โดยคาดว่าจะสามารถพัฒนาโครงการแล้วเสร็จภายในปี 2559” นายวิฑูรย์ กล่าวมูลค่าลงทุน 1,133 ล้านบาท หรือเฉลี่ยคิดเป็น 1.5 ล้านบาท/ไร่







