
มีหนี้เท่ารถึงเรียกว่ามากเกินไป
โดยทั่วไปการตัดสินใจที่จะก่อหนี้ยืมสินมักไม่ได้มีเหตุมาจากประเด็นที่ว่าคุณมีเงินสดมากน้อยเท่าไร แต่จะมาจากเหตุผลที่ว่ามันมีลู่ทางอะไรไหมที่จะทำให้เงินงอกเงยขึ้นมาได้อีกบ้างในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมากอย่างตอนนี้ คุณลองคำนวณเล่นๆ ดูซิว่าคุณมีค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยเงินกู้สักเท่าไร เทียบกับว่าคุณจะได้ดอกผลเท่าไร หากเอาเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปลงทุน ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถสร้างผลตอบแทนจากการนำเงินสดของคุณเองไปลงทุนให้งอกเงยขึ้นมามากกว่าที่คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยและก็กู้มาลงทุนดูจะคุ้มมากกว่านะ ต่อไปนี้คือเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ในการสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากการมีหนี้ส่วนตัว
โดยทั่วไปการตัดสินใจที่จะก่อหนี้ยืมสินมักไม่ได้มีเหตุมาจากประเด็นที่ว่าคุณมีเงินสดมากน้อยเท่าไร แต่จะมาจากเหตุผลที่ว่ามันมีลู่ทางอะไรไหมที่จะทำให้เงินงอกเงยขึ้นมาได้อีกบ้างในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมากอย่างตอนนี้ คุณลองคำนวณเล่นๆ ดูซิว่าคุณมีค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยเงินกู้สักเท่าไร เทียบกับว่าคุณจะได้ดอกผลเท่าไร หากเอาเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปลงทุน ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถสร้างผลตอบแทนจากการนำเงินสดของคุณเองไปลงทุนให้งอกเงยขึ้นมามากกว่าที่คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยและก็กู้มาลงทุนดูจะคุ้มมากกว่านะ ต่อไปนี้คือเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ในการสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากการมีหนี้ส่วนตัว
หนี้สินรวม
ผู้ปล่อยกู้โดยทั่วไปมักจะมีธรรมเนียมปฏิบัติ ว่าจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อโดยไม่ให้ลูกหนี้ต้องมีภาระการส่งค่างวดมากเกินกว่า 28 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ขั้นต้น และภาระการชำระหนี้ต่อเดือนก็ต้องไม่ให้เกินกว่าอัตรา 36 เปอร์เซ็นต์ของรายได้สุทธิ อย่างไรก็ดี ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมากเป็นประวัติการณ์อย่างในเวลานี้ ผู้ให้กู้ก็ยอมที่จะปล่อยวงเงิน ซึ่งก็ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้รวมอยู่ระหว่าง 4050 เปอร์เซ็นต์ แต่คำถามใหญ่ก็คือ คุณยินดีที่จะก่อหนี้มากขนาดนั้นหรือไม่? วิธีที่จะมองว่าคุณควรจะมีหนี้สักเท่าใด ก็คือพิจารณาการบริหารรายได้ของคุณ หากคุณจ่ายค่าภาษีเงินได้ 28 เปอร์เซ็นต์ คุณก็มีเงินออมในระดับที่แข็งแรงพอ คือ 15 เปอร์เซ็นต์ และคุณมีการผ่อนชำระหนี้รายเดือนอีก 40 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคุณก็จะมีเงินติดมือสำหรับจับจ่ายใช้สอยในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ คุณคิดว่านี่เป็นการแบ่งสันปันส่วนที่ทำให้คุณดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่ ขอบอกตามตรงว่า โดยหลักการที่เป็นที่ยึดถือกันโดยทั่วไปแล้ว ภาระหนี้ที่มีมากกว่าอัตรา 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ขั้นต้นของแต่ละเดือน ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าคุณกำลังเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตในการบริหารเงินแล้ว
ผ่อนหนี้บ้าน
การที่คนเราจะจ่ายเงินค่าซื้อบ้านเป็นเงินสดนั้น ถือว่ามีความเป็นไปได้หรือมีโอกาสน้อยมาก เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นมหาเศรษฐี ดังนั้นเมื่อคุณจะไปขอสินเชื่อซื้อบ้าน มันก็มีเหตุผลอยู่หากคุณต้องการวางเงินดาวน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ว่าคุณจะได้จ่ายดอกเบี้ยน้อย แต่การทำแบบนี้ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป คุณควรจะพิจารณาแง่มุมอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น คุณจำเป็นต้องมีการสำรองเงินสดไว้เท่าไร หรือเงินที่คุณเอาไปลงทุนไว้ได้ดอกผลเท่าไร แม้โดยทั่วไปสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ และคุณยังเอาไปคำนวณลดภาษีได้ด้วย แต่การเอาเงินสดทั้งหมดไปวางดาวน์บ้านก็ไม่ถือว่าเป็นวิธีที่ฉลาดนัก และคุณยังมีภาระหนี้ด้านอื่นๆ อีก อัตราการวางเงินดาวน์ที่เหมาะสมอยู่ที่ 2030 เปอร์เซ็นต์ของราคาบ้าน และก็ถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปของการขอสินเชื่อซื้อบ้านด้วย
เงินกู้เพื่อการศึกษา
เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องจ่ายค่าเล่าเรียนบุตรหลานในระดับอุดมศึกษา การอนุญาตให้พวกเขากู้เงินมาเรียนก็เป็นวิธีคิดที่น่าสนใจ น่าจะดีกว่าที่คุณต้องขายสินทรัพย์หรือกู้จากกองทุนบำนาญของคุณ เหตุผลที่น่าจะทำอย่างนั้นก็คือมีแหล่งเงินกู้เพื่อการศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก แต่จะไม่มีใครยอมปล่อยกู้เพื่อให้คุณเอาเงินไปใช้ยามเกษียณอายุเป็นแน่ จริงๆ แล้ววิธีจัดการที่ดีที่สุดก็คือ การเก็บหอมรอมริบให้ได้มากที่สุด เพื่อเอาไว้ใช้เป็นทุนการศึกษาให้ลูกเก็บได้เท่าไรก็เท่านั้น ส่วนที่ขาดก็ให้ลูกๆ ไปกู้ยืมเอาได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีเงินกู้สำหรับนักเรียนนักศึกษาหรือมีทุนการศึกษา โดยทั่วไปผู้กู้ที่เป็นนักศึกษาสามารถส่งค่างวดได้ในอัตรา 12 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แต่หากคุณเป็นผู้ปกครองจะต้องกู้เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนลูกเท่าไร เป็นเรื่องยากที่จะบอกอัตราส่วนได้ชัดเจน มันเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้เกิดสมดุล แต่หลักใหญ่ใจความก็อยู่ที่ว่าคุณต้องชำระหนี้เงินกู้ประเภทนี้ให้หมดก่อนที่คุณจะถึงเวลาเกษียณอายุ
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]







