
แง้มใจ "อำพน กิตติอำพน" กับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการคลัง
ณ ขณะนี้ ต้องถือว่า อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นข้าราชการระดับ 11
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ณ ขณะนี้ ต้องถือว่า อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นข้าราชการระดับ 11 ที่รั้งตำแหน่งข้าราชการระดับหัวแถวของประเทศมา 9 ปีกับ 6 วัน จากรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้ามห้วยมาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 6 ปีเต็ม และปัจจุบัน เขานั่งตำแหน่งเลขาธิการ ครม.ย่างเข้าปีที่ 4 แล้ว
มีเสียงร่ำลือว่า อำพน เป็นข้าราชการที่สนองนโยบายได้ทุกรัฐบาลในช่วง 9 ปี ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี 6 คน และทุกฤดูกาลโยกย้ายข้าราชการช่วงเดือน ส.ค.จะมีชื่อ อำพน โยกไปนั่งตำแหน่งนั้น ตำแหน่งนี้เสมอ
ล่าสุด มีข่าวว่าถูกทาบทามไปนั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง แต่ อำพน ยืนยันว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครมาทาบทาม หรือมาพูดคุยด้วย และหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งใดก็คงไม่มาถาม เพราะนายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง จะสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งใดก็ได้
“อย่างในอดีตมีคนมาทาบทามผมให้เป็นปลัดกระทรวงการคลังมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดที่ออกสื่อ กรณ์ จาติกวณิช (อดีต รมว.คลัง) ขอให้ผมไปเป็นปลัดคลัง แต่ผมบอกว่าอยากเป็นปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สุดท้ายการเจรจาที่ตึกไทยคู่ฟ้า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอให้ผมมาเป็นเลขาธิการ ครม. แต่วันนี้ยังไม่ใครเรียกไปถาม” อำพน กล่าว
อำพน ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกอะไรที่ทุกครั้งเมื่อถึงฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเดือน ส.ค. จึงมีชื่ออำพนไปนั่งที่ตำแหน่งนั้น ตำแหน่งนี้อยู่ตลอด เพราะเขาเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับที่ 11 เคยเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงาน จะไปนั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงการคลังก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“ผมอยู่มาหลากหลายมากจนกระทั่ง เอาไปวางตรงไหนก็ดี แต่เมื่อจะเอาไปวางตรงไหน ก็บอกว่าการเมืองส่งไปจัดการ ตรงนี้จึงเป็นตรรกะเสมอมาว่า ทุกเดือน ส.ค.จะมีชื่อผมไปอยู่ที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เป็นการโยนหินถามทาง แต่ถ้าวันนี้นายกฯ ไม่เคยเรียกผมไปถาม และถ้าจะย้ายผมเขาคงไม่มาถามผมหรอก” อำพน กล่าว
เมื่อถามว่าคิดอย่างไรก็การย้ายข้ามห้วย อำพน กล่าวว่า “มันย้ายมาหลายห้วย อย่างตามข้ามมาเป็นเลขาธิการ สศช. ที่ผ่านมามันไม่เคยมีว่าคนจากกระทรวงชาวนาจะข้ามไปนั่งตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ ซึ่งตอนข้ามไป ก็มีทั้งดีและไม่มีดี แต่บังเอิญว่าได้เรียนบทเรียนของคนที่ข้ามห้วย (บรรพต หงษ์ทอง) ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร
สำหรับ การเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (บอร์ด ธปท.) นั้น อำพน ซึ่งควบตำแหน่งกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อีกตำแหน่ง ระบุว่า หากดูตามกฎหมายพบว่าไม่มีข้อกฎหมายห้ามประธานบอร์ดเป็นกรรมการ กนง. แต่หากพิจารณาในแง่จริยธรรมถือว่าไม่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ยังไม่ลาออกจากกรรมการ กนง.ในวันนี้ เป็นเพราะว่า หากลาออกจะทำให้กรรมการ กนง.ไม่ครบองค์ประชุม 7 คน การเรียกประชุมจะทำไม่ได้ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจส่วนรวมได้ ขณะที่การประชุมบอร์ด ธปท.ครั้งก่อนได้ถามถึงขั้นตอนเสนอชื่อ กนง.ว่าพร้อมหรือไม่ เขาบอกว่าไม่พร้อม
“ถ้าผมลาออกวันนี้ หากคิวอีจะเดินหน้า จะถอยหลัง งบประมาณสหรัฐไม่เดินหน้าแล้ว แล้วมีปัญหา ทำให้ต้องเรียกประชุมด่วน แต่ประชุมไม่ได้ เพราะกรรมการ กนง.ไม่ครบองค์ประชุม ผมจึงเห็นว่ายังไม่ควรลาออกตอนนี้ และรู้อยู่ว่าไม่เหมาะสมที่ไปนั่งเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติจะไปนั่งเป็นกรรมการ กนง.” อำพน กล่าวต่อ
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับการที่ข้าราชการประจำถูกการเมืองครอบงำ อำพน ถามกลับว่า อะไรคือเส้นแบ่งของการที่ข้าราชการประจำถูกครอบงำคงไม่มีใครตอบได้ แต่เป็นข้อกำหนดส่วนบุคคลมากกว่า อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าข้าราชการส่วนใหญ่ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว และมีอุดมการณ์
“ผมเป็นข้าราชการ อยากถามว่าอะไรคือเส้นแบ่งว่า คือ คนนั้นโดนครอบงำ คนนี้ไม่โดนครอบงำ ผมถูกถามคำถามนี้มาเป็นเวลานาน แต่ตอนหลังชักจะลาม ดังนั้น ผมอยากถามกลับบ้างว่า ข้าราชการถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกครอบงำด้วยการเมือง ทำไมไม่ถามว่ากลุ่มเอกชนไปครอบงำการเมืองหรือเปล่า” อำพน กล่าว
แต่หากถามว่า การเมืองสั่งการข้าราชการประจำได้หรือไม่ ก็ตอบว่าได้ เพราะนายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่การทำงานตามคำสั่งจะต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเท่านั้น เพราะวันนี้มีกลไกเข้าไปตรวจมากกว่า และดีใจที่ได้ยิน อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม บอกว่าจะทำงานในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้ดีที่สุด
“ผมบอกกับข้าราชการรุ่นน้องๆ เสมอว่า หากอยากเป็นอาเสี่ย อยากร่ำรวย ก็ขอให้ไปประกอบอาชีพเอกชน เพราะที่นี่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ทำให้เราร่ำรวยได้ ถ้าอยากดังไปฝึกร้องเพลงหรือไปเล่นละคร และสุดท้ายการเป็นข้าราชการจะต้องทำงานได้ทุกตำแหน่ง โดยไม่อ้างความขาดแคลนหรือข้อแม้ใดๆ” อำพน กล่าว







