
หนี้เน่าแบงก์รัฐ
สถาบันการเงินรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่มีปัญหาเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส) ต่ำกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 8.5%
สถาบันการเงินรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่มีปัญหาเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส) ต่ำกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 8.5%
ปัจจุบันไอแบงก์มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)4.2 หมื่นล้านบาท ณ มิ.ย. 2556 จึงมีภาระการตั้งสำรองหนี้เสียสูง ส่งผลให้บีไอเอสติดลบสูงกว่า 5%
ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์มีเอ็นพีแอล 3.2 หมื่นล้านบาท และมีบีไอเอสต่ำเพียง 1% จึงนำมาสู่การจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและขอเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง หน่วยงานกำกับดูแล
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินรัฐและภาคเอกชนเข้มข้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากเป็นธนาคารพาณิชย์ ธปท.จะมี พ.ร.บ.การกำกับดูแลสถาบันการเงินเป็นขั้นเป็นตอน โดยหากถ้ามีบีไอเอสต่ำกว่า 8.5% ต้องมีขั้นตอนการเข้าควบคุมกิจการอย่างเข้มข้น อาทิ ต้องเสนอแผนการดำเนินการแก้ไขปัญหามาให้ชัดเจนภายในระยะเวลาที่กำหนด
หากบีไอเอสลดลงเหลือระดับ 35% ต้องรายงานให้ ธปท.และกระทรวงการคลังรับทราบ หากต่ำกว่า 3% ธปท. จะส่งคณะทำงานเข้าไปนั่งสั่งการในคณะกรรมการของสถาบันการเงินนั้นๆ เพื่อกำกับดูแลและตรวจสอบสาเหตุที่บีไอเอสลดลง
แต่สถาบันการเงินของรัฐใช้วิธีแก้ปัญหาแบบไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน เพราะถือว่าอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรเฉพาะ ดังนั้นคลังใช้วิธีแก้ไขปัญหาแบบอะลุ่มอล่วย เพราะการเพิ่มทุนนั้นจะทำโดยกระทรวงการคลังต้องควักเงินงบประมาณให้ ปัญหาจึงยังค้างคามาถึงปัจจุบัน







