posttoday
เมื่อชีวิตต้องเลือก บำเน็จ หรือ บำนาญ

เมื่อชีวิตต้องเลือก บำเน็จ หรือ บำนาญ

06 ตุลาคม 2556

ถ้าไม่ใช่ “ข้าราชการ” อาจจะงงๆ ถ้ามีใครมาถามว่า เกษียณแล้วจะเลือกรับ “บำเหน็จ” หรือ “บำนาญ” เพราะไม่รู้มาก่อนว่า เราก็มีสิทธิได้รับ บำเหน็จ หรือ บำนาญ กับเขาด้วย

ถ้าไม่ใช่ “ข้าราชการ” อาจจะงงๆ ถ้ามีใครมาถามว่า เกษียณแล้วจะเลือกรับ “บำเหน็จ” หรือ “บำนาญ” เพราะไม่รู้มาก่อนว่า เราก็มีสิทธิได้รับ บำเหน็จ หรือ บำนาญ กับเขาด้วย

จริงๆ แล้วการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือผู้ประกันตนกองทุนประกันสังคม (สปส.) ก็มีสิทธิที่จะได้บำเหน็จหรือบำนาญเหมือนกับข้าราชการและสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ด้วยเช่นกัน

รับเงินก้อนใหญ่... ในคราวเดียว

ถ้าฝันไว้ว่าเมื่อถึงวันเกษียณจะได้กอดเงินก้อนโต ก็ต้องเลือกรับ “บำเหน็จ” เพราะจะได้รับเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเป็นจำนวนที่ไม่น้อย

กบข.เคยรวบรวมข้อมูลจากสมาชิก กบข.ที่มีสิทธิรับเงินก้อนว่า พวกเขานำเงินไปทำอะไร พบว่ามีอยู่ 4 อย่าง คือ

1.เคลียร์หนี้สิน เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้อีกต่อไป และเมื่อจัดการหนี้สินจนหมดสิ้นแล้ว จะได้ไม่ต้องมีภาระการผ่อนชำระหนี้สินต่างๆ อีกแล้ว

2.ซื้อบ้านเล็กๆ อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งมักจะเป็นสมาชิก กบข.ที่อยู่บ้านหลวง ไม่เคยมีบ้านของตัวเอง

3.ซื้อทรัพย์สินให้ลูกหลาน ส่วนมากจะหมายถึงการซื้อรถยนต์ให้ลูกหลาน (ถ้าเลือกข้อนี้ต้องแน่ใจว่าลูกหลานจะเป็นที่พึ่งให้เราได้ โดยเฉพาะถ้านี่คือเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต)

4.ลงทุนธุรกิจเล็กๆ ที่เหมาะกับอายุ ซึ่งนอกจากจะทำให้เงินงอกเงยแล้ว ยังทำให้มีกิจกรรมทำในวัยเกษียณอีกด้วย (แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะหากการลงทุนผิดพลาดก็อาจจะทำให้เงินก้อนนั้นละลายหายไปก็ได้)

สำหรับสมาชิก กบข.ที่เลือกรับบำเหน็จ จะได้รับเงิน 2 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นเงินก้อนจาก กบข. ประกอบด้วย เงินสะสม เงินสมทบ และเงินจากผลประโยชน์ตอบแทน และส่วนที่สองเป็นเงินบำเหน็จที่คำนวณเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการ

ขณะที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เกษียณอายุก็สามารถรับเงินสะสมบวกเงินสมทบของนายจ้าง (ตามข้อกำหนดของกองทุน) และผลตอบแทนจากการลงทุนออกมาทั้งก้อนในคราวเดียว

แต่ถ้าเป็น “ผู้ประกันตน” ที่ตั้งใจจะเลือกรับเงินบำเหน็จชราภาพต้องนับจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบให้ดี เพราะ สปส.กำหนดเงื่อนไขการเกิดสิทธิกรณีบำเหน็จชราภาพไว้ว่า จะต้องจ่ายเงินสมทบไม่เกิน 179 เดือน หรือ 14 ปี 11 เดือน และจะได้รับเงินบำเหน็จเมื่ออายุ 55 ปี เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

จำนวนเงินบำเหน็จที่จะได้รับยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายสมทบอีกด้วย โดยหากจ่ายสมทบมาไม่ถึง 12 เดือน จะได้เงินเท่ากับที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในกรณีชราภาพ แต่ถ้าจ่ายมามากกว่า 12 เดือน จะได้เงินเท่ากับที่จ่ายมาบวกกับผลตอบแทนตามที่ สปส.กำหนด

วิน พรหมแพทย์ หัวหน้างานลงทุน สำนักบริหารการลงทุน สปส. บอกว่า การเลือกรับบำเหน็จแบบนี้ “ไม่คุ้ม” ถ้าคาดว่าจะมีอายุเกิน 65 ปี

เพราะหากเป็นผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนมากกว่า 1.5 หมื่นบาทมาตลอด และส่งเงินสมทบมาแล้ว 14 ปี 11 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จประมาณ 1.7 แสนบาท

แต่หากส่งเงินต่ออีก 1 เดือน เป็น 15 ปี จะได้สิทธิรับบำนาญเดือนละประมาณ 3,000 บาท หรือปีละ 3.6 หมื่นบาท

“ถ้ารับบำนาญไป 5 ปี ก็มากกว่าเงินบำเหน็จแล้ว นอกจากนี้ หากเสียชีวิตภายใน 5 ปี นับจากเดือนที่ได้รับเงินบำนาญ สปส. จะจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้กับทายาทของผู้ประกันตนจำนวน 10 เท่าของบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับครั้งสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย” วิน กล่าว

แต่ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ สมาชิก กบข. สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือผู้ประกันตน ถ้าคิดจะรับ “บำเหน็จ” ต้องแน่ใจว่าจะสามารถบริหารเงินก้อนนั้นได้ดีและมีรายได้ประจำมาใช้จ่ายในวัยที่ไม่มีรายได้ประจำจากการทำงานอีกแล้ว

ค่อยๆ ทยอยรับ... เป็นรายเดือน

ถ้าไม่มีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูงๆ หรือมีภาระการผ่อนชำระเดือนละมากๆ ที่ควรจะรีบเคลียร์ให้หมด

ถ้ายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในตอนนี้

ถ้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถบริหารเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตได้ดีพอ แนะนำให้เลือกรับเป็นบำนาญ

วิน บอกว่า สิ้นปีนี้จะเป็นปีแรกที่มี “ผู้ประกันตน” คนแรกมีสิทธิรับ “บำนาญชราภาพ” ตามเงื่อนไขของ สปส. ที่ต้องจ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน หรือ 15 ปี โดยเริ่มนับจากเดือน ธ.ค. ปี 2541 และอายุครบ 55 ปี

จำนวนเงินบำนาญจะคำนวณจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (สูงสุดไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท) คูณด้วย 20% และหากจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน จะบวกเพิ่มให้อีก 1.5% ต่อระยะเวลาการจ่ายสมทบทุกๆ 12 เดือน

สำหรับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็สามารถเลือกรับเงินเป็นรายงวดได้เช่นเดียวกับการรับเงินบำนาญ นอกจากนี้ เงินที่คงอยู่ในกองทุนยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ในขณะที่สมาชิก กบข. ที่เลือกรับบำนาญจะได้รับเงิน 4 ส่วน ได้แก่

1.เงินก้อนจาก กบข. ประกอบด้วย เงินชดเชย เงินประเดิม เงินสะสม เงินสมทบ และเงินจากผลประโยชน์ตอบแทน

2.เงินบำนาญรายเดือน คำนวณจากนำเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการ หารด้วย 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

3.เงินบำเหน็จดำรงชีพ 15 เท่าของบำนาญรายเดือน แต่ไม่เกิน 4 แสนบาท โดยแบ่งจ่าย 2 ครั้ง ครั้งแรกไม่เกิน 2 แสนบาท เมื่อเกษียณ และครั้งที่ 2 จ่ายส่วนที่เหลือเมื่ออายุครบ 65 ปี

4.เงินบำเหน็จตกทอด เมื่อผู้รับบำนาญถึงแก่กรรมก็จะมีบำเหน็จตกทอดแก่ทายาทอีก 30 เท่า ของบำนาญรายเดือน

นอกจากนี้ กบข.ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกที่เกษียณแล้วสามารถนำเงินก้อนที่ได้รับไป “ออมต่อ” ได้อีก โดยมีรูปแบบการออม 4 รูปแบบ คือ

1.ออมต่อทั้งจำนวน

2.ขอรับเงินเป็นรายงวด

3.ขอนำเงินออกไปบางส่วนเพื่อใช้จ่าย ส่วนที่เหลือออมต่อ

4.ขอนำเงินออกไปบางส่วน ส่วนที่เหลือขอรับเป็นรายงวด โดยเงินที่ออมต่อนั้น กบข. จะนำไปลงทุนเพื่อให้ได้ดอกผลงอกเงยขึ้นมาอีก และที่สำคัญดอกผลที่เกิดขึ้นไม่ต้องเสียภาษี

แล้วแบบนี้ จะเลือกรับ “บำเหน็จ” หรือ “บำนาญ” ดีคะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท