
รัฐบาลสั่งเบิกงบลงทุนทันที
เร่งฟื้นเศรษฐกิจหลังพ้นบ่วงศาลรธน. เชื่ออัดฉีดเงินไตรมาสแรก7แสนล้าน
เร่งฟื้นเศรษฐกิจหลังพ้นบ่วงศาลรธน. เชื่ออัดฉีดเงินไตรมาสแรก7แสนล้าน
รัฐบาลได้ฤกษ์เร่งอัดฉีดงบประมาณ หลังศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียว มั่นใจ 3 เดือนแรกเบิกลงทุน 25%
นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบ ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า หลังจากที่มีการโปรดเกล้าฯ แล้ว จะสามารถเดินหน้าเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณได้ทันที โดยได้สั่งหน่วยงานเตรียมความพร้อมเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินภาครัฐ โดยจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอนไว้พร้อมแล้ว ทั้งงบดำเนินงาน งบลงทุน และงบรายจ่ายอื่น เพื่อให้พร้อมลงนามได้ทันทีที่ พ.ร.บ.งบ ประมาณมีผลบังคับใช้
ขณะที่นายณพงศ์ ศิริขันตยกุล รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า มั่นใจว่า จะเร่งเบิกงบลงทุนให้ได้กว่า 25% ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรรภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ โดยโครงการที่จะทำสัญญาผูกพันจะต้องสร้างให้เสร็จภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ
ก่อนหน้านี้ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557 จะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 6 แสนล้านบาท และงบลงทุนอีก 1 แสนล้านบาท โดย สศค.ประเมินว่าเม็ดเงิน อัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจทุก 1 แสนล้านบาท จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.3% หากมีเม็ดเงินถึง 7 แสนล้านบาท จะส่งผลให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.1%
ทั้งนี้ กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 มีวงเงิน 2.52 ล้านบาท และคาดว่ามีรายได้รวม 2.27 ล้านล้านบาท โดยจะทำงบประมาณขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท วงเงินงบประมาณรายจ่าย 2.52 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำกว่า 2 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง 1.34 หมื่นล้านบาท รายจ่ายลงทุน 4.57 แสนล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 5.3 หมื่นล้านบาท
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การผ่านงบประมาณของศาลไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นการบริโภคของประชาชนและการลงทุนของภาคธุรกิจให้ปรับตัวดีขึ้น หรือทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวอยู่ระดับที่คาดไว้เดิม 4.2% ถือว่าเสมอตัว แต่หากเป็นในทางตรงกันข้ามอาจจะพาให้สถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงได้
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 8 ต่อ 0 เสียง ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ย่อมแสดงให้เห็นว่ากระบวนการทุกขั้นตอนโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลจะนำงบประมาณปี 2557 เดินหน้าโครงการต่างๆ ทันที โดยเฉพาะด้านการลงทุนที่อาจจะล่าช้าออกไปบ้าง แต่ไม่ถือว่าสะดุด
นายสุรนันทน์ กล่าวว่า เปรียบเทียบลักษณะปัญหาเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐต้องหยุดการทำงานมีความแตกต่างกับกฎหมายของประเทศไทยเนื่องจาก พ.ร.บ. งบประมาณ ของไทยมีความคล่องตัวสูง และสามารถนำงบบางส่วนที่ไม่เกี่ยวกับงบการลงทุนมาดำเนินการได้ก่อน ซึ่งหมายความว่า องค์กรต่างๆ ของภาครัฐไม่ต้องหยุดทำงานเหมือนในสหรัฐ แต่อาจจะกระทบต่อการลงทุนที่ล่าช้าไปบ้าง แต่ไม่ถือว่า สะดุด เพราะกระบวนการพิจารณาของศาลรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 8ต่อ 0เสียง วินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ วรรค 8 และ วรรค 9 เนื่องจากศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูณมาตรา 168 บัญญัติเพียงว่าการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามวรรค 8 หากองค์กรดังกล่าวเหล่านี้เห็นว่างบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ สามารถเสนอคำขอแปลญัตติได้โดยตรง
ส่วนประเด็นการที่ฝ่ายบริหารปรับลดงบประมาณขององค์กรดังกล่าว เป็นการแทรกแซงความอิสระ ในการปฏิบัติหน้าที่ ขององค์กรดังกล่าวหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่ากฏหมายรัฐธรรมนูญมิได้มีบทบังคับเด็ดขาดว่า ให้คณะกรรมาธิการต้องเรียกบุคคลใดมีชี้แจงข้อเท็จจริง และที่ผ่านมาองค์กรดังกล่าวเหล่านี้ก็มีโอกาสชี้แจงแสดงเหตุผล การขอเพิ่มงบประมาณ ต่อคณะอนุกรรมาธิการ จึงไม่ปรากฏเหตุ ที่จะเป็นการขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญแต่อย่
นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2557 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า หลังจากที่มีการโปรดเกล้า ฯ แล้ว จะสามารถเดินหน้าเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ได้ทันที
ทั้งนี้ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลาง ได้สั่งหน่วยงานเตรียมความพร้อมเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินภาครัฐ และได้รับจัดสรรเงินงบประมาณ
นายณพงศ์ ศิริขันตยกุล รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า เชื่อว่าการเบิกจ่ายงบปี 2557 จะไม่สะดุด และมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือให้เร่งเบิกงบลงทุนให้ได้ไม่น้อยกว่า 25% ของบประมาณที่ได้รับจัดสรรภายในไตร มาสแรกของปีงบประมาณ หรือไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยโครงการที่จะทำสัญญาผูกพันจะต้องสร้างให้เสร็จภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557
ก่อนหน้านี้ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557 จะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประมาณ 7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำประมาณ 6 แสนล้านบาท และงบลงทุนอีก 1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ สศค. ประเมินว่าเม็ดเงินอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจทุก 1 แสนล้านบาท จะส่งผลให้จีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.3% หากมีเม็ดเงินถึง 7 แสนล้านบาท จะส่งผลให้จีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.1%
สำหรับกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 มีวงเงิน 2.52 ล้านบาท และคาดว่ามีรายได้รวม 2.27 ล้านล้านบาท โดยจะเป็นการทำงบประมาณขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท โดยวงเงินงบประมาณรายจ่ายจำนวน 2.52 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำกว่า 2 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง 1.34 หมื่นล้านบาท รายจ่ายลงทุน 4.57 แสนล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 5.3 หมื่นล้านบาท
รายงานข่าวจากกรมบัญชีกลาง ระบุว่า หน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนสูงสุด 5 อันดับ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) 99.30% กรมทรัพยากรน้ำบาดาล 93.40% กรมพัฒนาที่ดิน 91.64% กองบัญชาการกองทัพไทย 80.74% กรมชลประทาน 85.23%
ส่วนหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนต่ำสุด 5 อันดับ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 0% กรมการท่องเที่ยว 10.16% กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 14.10% เมืองพัทยา 17.97% กรมทรัพยากรน้ำ 18.39%
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า การผ่านงบประมาณปี57ของศาลไม่ขัดรัฐธรรมนูญไม่น่าจะมีผลต่อความเชืี่อมั่นการบริโภคของประชาชนและการลงทุนของภาคธุรกิจปรับดีขึ้นแต่อย่างไร เพราะเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าไม่น่าเป็นอุปสรรคอะไร ถือว่าเสมอตัว แต่หากเป็นในทางตรงกันข้ามอาจจะพาให้สถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงได้
"การตัดสินไม่ขัดรัฐธรรมนูญของศาล ถือว่าเสมอตัว จึงไม่น่าจะช่วยสร้างความมั่นใจหรือกระตุ้นการบริโภคหรือการลงทุนเพิ่มขึ้น จึงไม่น่าจะมีผลพยุงให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีปีนี้ให้ขยายตัวอยู่ระดับเดิมตามคาดที่ 4.2% ได้ ภาวะนี้คงโตต่ำกว่านี้" นายเมธีกล่าว
นายเมธี กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.ยังประเมินผลกระทบจากกรณีสหรัฐติดเพดานการก่อหนี้สาธารณะได้ เพราะยังรอดูความชัดเจนและการแก้ไขปัญหาของสหรัฐก่อน แต่คาดว่าเรื่องนี้คงค่อยๆคลี่คลายและนำเข้าหารือในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ได้
โพสต์ทูเดย์รัฐบาลเริงร่าเดินหน้าลงทุนหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ร่างกม.งบปี57ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ย่อมแสดงให้เห็นว่ากระบวนการทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลจะนำงบประมาณประจำปี 2557 เดินหน้าโครงการต่างๆ ทันที โดยเฉพาะด้านการลงทุน
นายสุรนันทน์ กล่าวว่า เปรียบเทียบลักษณะปัญหาเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐต้องหยุดการทำงานมีความแตกต่างกับกฎหมายของประเทศไทยเนื่องจาก พ.ร.บ. งบประมาณ ของไทยมีความคล่องตัวสูง และสามารถนำงบบางส่วนที่ไม่เกี่ยวกับงบการลงทุนมาดำเนินการได้ก่อน ซึ่งหมายความว่า องค์กรต่างๆ ของภาครัฐไม่ต้องหยุดทำงานเหมือนในสหรัฐ แต่อาจจะกระทบต่อการลงทุนที่ล่าช้าไปบ้าง แต่ไม่ถือว่า สะดุด เพราะกระบวนการพิจารณาของศาลรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์
อย่างไรก็ตาม สำหรับกระบวนการในการขึ้นทูลเกล้าฯ นั้น ขณะนี้อยู่ที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยเบื้องต้นแจ้งว่า ได้มีการประสานกับสำนักราชเลขาธิการ โดยตนเองจะติดตามความคืบหน้าต่อไป
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 8ต่อ 0เสียง วินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ วรรค 8 และ วรรค 9 เนื่องจากศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูณมาตรา 168 บัญญัติเพียงว่าการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามวรรค 8 หากองค์กรดังกล่าวเหล่านี้เห็นว่างบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ สามารถเสนอคำขอแปลญัตติได้โดยตรง
ส่วนประเด็นการที่ฝ่ายบริหารปรับลดงบประมาณขององค์กรดังกล่าว เป็นการแทรกแซงความอิสระ ในการปฏิบัติหน้าที่ ขององค์กรดังกล่าวหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่ากฏหมายรัฐธรรมนูญมิได้มีบทบังคับเด็ดขาดว่า ให







