posttoday
วิกฤตการคลังสหรัฐ ผลกระทบต่อหุ้นไทย

วิกฤตการคลังสหรัฐ ผลกระทบต่อหุ้นไทย

04 ตุลาคม 2556

เรื่องที่ร้อนที่สุดในสัปดาห์นี้ ในการส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ เรื่องของการแถลงของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับงบประมาณปี 2557 และเรื่องของวิกฤตการคลังสหรัฐเรื่องแรกผมคาดว่า วันนี้คงจะทราบผลและแนวทางเรียบร้อยแล้ว และผลกระทบต่อราคาหุ้นคงมีไม่มากนักไม่ว่า จะมีแนวทางตัดสินทางไหนก็ตาม แต่เรื่องที่สอง ต้องยอมรับว่าเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญ เพราะการขับเคลื่อนของหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา เป็นการเกิดขึ้นจากเรื่องของ Fund Flow ต่างชาติ ซึ่งสิ่งที่กองทุนเหล่านั้นต้องใช้เป็นตัวตัดสินก็คือ เรื่องของวิกฤตคลังที่จะมากระทบต่อการลงทุน อัตราแลกเปลี่ยน แนวโน้มดอกเบี้ย เศรษฐกิจโลก เป็นต้น

เรื่องที่ร้อนที่สุดในสัปดาห์นี้ ในการส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ เรื่องของการแถลงของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับงบประมาณปี 2557 และเรื่องของวิกฤตการคลังสหรัฐเรื่องแรกผมคาดว่า วันนี้คงจะทราบผลและแนวทางเรียบร้อยแล้ว และผลกระทบต่อราคาหุ้นคงมีไม่มากนักไม่ว่า จะมีแนวทางตัดสินทางไหนก็ตาม แต่เรื่องที่สอง ต้องยอมรับว่าเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญ เพราะการขับเคลื่อนของหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา เป็นการเกิดขึ้นจากเรื่องของ Fund Flow ต่างชาติ ซึ่งสิ่งที่กองทุนเหล่านั้นต้องใช้เป็นตัวตัดสินก็คือ เรื่องของวิกฤตคลังที่จะมากระทบต่อการลงทุน อัตราแลกเปลี่ยน แนวโน้มดอกเบี้ย เศรษฐกิจโลก เป็นต้น

จากเหตุการณ์ล่าสุดโดยเนื้อหาก็คือ เกิดความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรสเรื่องการทำงบประมาณฉุกเฉิน ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องปิดทำการ โดยครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 1995 ก็นับว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลที่ต้องเกิดขึ้นภายในวันที่ 17 ต.ค. มิเช่นนั้นอาจจะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐ ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สิ่งที่ต้องมาวิเคราะห์ในเรื่องผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยก็คือ คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไทยเชื่อว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช่น การขยายเพดานก็น่าจะเจรจากันเรียบร้อยก่อนวันที่ 17 หรือแม้แต่ผลกระทบหยุดทำการของรัฐบาลสหรัฐก็น่าจะมีผลบวกในประเด็นของ QE ที่อาจจะไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

แม้ในเรื่องปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐความน่าเป็นห่วงในแง่ปัจจัยอาจจะไม่มาก แต่เมื่อเปรียบเทียบการวิเคราะห์ทางเทคนิคกับดัชนีดาวโจนส์จะพบว่ามีนัยสำคัญบางอย่างที่ควรระมัดระวัง โดยกรณีการเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์กับสัญญาณทางเทคนิคจะพบว่าพบสัญญาณแยกทางอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณแยกทางในด้านลบ เพราะว่าราคาของดัชนีดาวโจนส์มีการปรับตัวสูงขึ้น แต่สัญญาณทางเทคนิคกลับปรับตัวลง คิดด้านลบนะครับ กรณีปัจจัยที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนประเมินว่าไม่น่าจะมีผลกระทบในด้านลบ แต่กรณีดัชนีดาวโจนส์ลง อะไรจะเกิดขึ้น นั้นก็คือ สิ่งที่ไม่คาดฝันและแรงกดดันจะเกิดขึ้นสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งการมองลักษณะอาจจะอ้างอิงปัจจัยในเชิงการวิเคราะห์ทางเทคนิคมากไปหน่อย ลองหันกลับมาคิดในแง่กลยุทธ์ก็คงตอบได้ว่า กรณีทุกอย่างกลับมาบวกจริง ต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรที่ดีขึ้นกว่า 24 สัปดาห์ที่ผ่านมา นั้นน่าจะเป็นปัญหาที่แท้จริงมากกว่า

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นแม้การประเมินโดยเบื้องต้นแล้ว ปัจจัยที่เกิดขึ้นอาจจะดูเหมือนไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้น แต่ต้องยอมรับว่าในแง่ดีสุด ปัจจัยก็จะนิ่งซึ่งก็อาจจะทำให้ SET INDEX ยืนที่ 1,4001,450 ซึ่งก็ต้องรอการตัดสินภาพใหญ่ว่าจะเป็นเช่นไร แต่กรณีมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้น การลดลงอย่างรุนแรงเกิดขึ้น ในตลาดหุ้นสหรัฐและแรงกดดันจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยด้วย สิ่งที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลาดังกล่าวก็คือ การรอคอยเพื่อให้ภาพตลาดมีความชัดเจนกว่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท