
ระเบิดศึกคอนโดต่ำล้าน 2 บิ๊กบุกศึกยึด 4 มุมเมือง
ตลาดคอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ที่เคยบูมมากในอดีตเงียบหายไปเพราะผู้ประกอบการเกือบทุกรายล้วนระบุว่า ต้นทุนที่ดินและต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น ยากเกินกว่าจะทำคอนโดระดับราคาดังกล่าวได้
ตลาดคอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ที่เคยบูมมากในอดีตเงียบหายไปเพราะผู้ประกอบการเกือบทุกรายล้วนระบุว่า ต้นทุนที่ดินและต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น ยากเกินกว่าจะทำคอนโดระดับราคาดังกล่าวได้
แต่มาวันนี้ ตลาดคอนโดต่ำล้านกำลังจะกลับมาสร้างสีสันอีกครั้ง ด้วยแรงขับเคลื่อนของสองยักษ์ใหญ่ในตลาด ทั้งกลุ่มพฤกษา ภายใต้แบรนด์ “พลัม คอนโด” และกลุ่ม แอล.พี.เอ็น. ภายใต้แบรนด์ “ลุมพินี ทาวน์ชิป” ซึ่งทั้งสองรายล้วนประกาศเป้าหมายผุดคอนโดต่ำล้านโครงการยักษ์แบบ 4 มุมเมืองกรุงเทพฯ
ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งสองรายเลือกประเดิมเมืองคอนโดทำเลแรกย่าน “รังสิต” ชนกัน ชนิดที่เรียกว่าศึกช้างชนช้าง โดยกลยุทธ์ของค่ายพฤกษาใช้วิธีส่ง “พลัม คอนโด พหลโยธินรังสิต” ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดงบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ เปิดขายตั้งแต่ประมาณ เม.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 7,700 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 6.99 แสนบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท
“เราใช้กลยุทธ์เปิดขายก่อน ได้เปรียบก่อน ด้วยการชิงกำลังซื้อผู้บริโภคในย่านนั้นๆ มาก่อน” ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าว
สำหรับแผนการบุกตลาดคอนโดต่ำล้าน พฤกษาจะใช้แบรนด์ “พลัม คอนโด” เป็นเรือธงหลัก ตั้งเป้าที่จะทำชุมชนคอนโดเช่นเดียวกับย่านรังสิตให้ครบ 4 มุมเมือง โดยปีนี้เริ่มด้วยโซนเหนือ ปีหน้าคาดว่าจะมีอีกสองโครงการในโซนตะวันออกและตะวันตก
ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนาพลัม คอนโด โครงการใหญ่ จะมีห้องชุดไม่ต่ำกว่า 2,000 ยูนิตต่อโครงการ ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ดิน เพื่อควบคุมต้นทุนให้ได้ เน้นทำเลเดินทางเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายต่างๆ ได้สะดวก เน้นทำเฉพาะที่อยู่อาศัย ไม่ทำคอมมูนิตีมอลล์ด้านหน้า
ประเสริฐ กล่าวว่า การพัฒนาคอนโดต่ำล้านไม่ใช่เรื่องง่าย ต้นทุนที่ดินและต้นทุนก่อสร้างเป็นหัวใจสำคัญ โดยปัจจัยที่พฤกษาขยายมาทำตลาดนี้อย่างจริงจัง เพราะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูง และที่ผ่านมายังมีผู้เล่นในตลาดไม่มากนัก มีเพียงรายใหญ่ๆ เพียงสองรายเท่านั้น
สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดต่ำกว่า 1 ล้านบาท ในปี 2554 มีมูลค่าตลาด 9,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 45% ของมูลค่าตลาดรวมคอนโดทั้งหมด 1.8 แสนล้านบาท ส่วนปีนี้มีรายใหญ่ถึงสองรายลงมาทำตลาด ทำให้มูลค่าตลาดรวมคอนโดต่ำล้านขยับขึ้นมาเป็น 1.41.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 78% ของมูลค่าตลาดรวมคอนโดทั้งหมด 1.94 แสนล้านบาท
ขณะที่ปีหน้าประเมินว่ามูลค่าตลาดรวมคอนโดต่ำล้านจะยิ่งขยับสูงขึ้นเป็น 1.52 หมื่นล้านบาท จากการรุกหนักของสองรายใหญ่เช่นกัน โดยปัจจุบันพฤกษามีส่วนแบ่งในตลาดดังกล่าว 46% ถือเป็นเบอร์สองของตลาดนี้
ทางด้านตลาดคอนโดในย่านรังสิต ที่ปัจจุบันหลายฝ่ายต่างกังวลถึงปริมาณอุปทานที่เข้าสู่ตลาดจำนวนมากถึง 2.5 หมื่นยูนิต บิ๊กพฤกษา ประเมินว่า ย่านนี้มีความต้องการที่อยู่อาศัยสูง และตลาดคอนโดต่ำล้านจะเข้ามาแทนที่คนที่เคยอยู่อพาร์ตเมนต์ ซึ่งย่านนี้อัตราค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 4,0005,000 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ ทำเลย่านรังสิตยังมีแหล่งงานขนาดใหญ่ อีกทั้งในอีก 35 ปี จะมีศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ (ที่ดินไทยเมล่อนเก่า) บริเวณฝั่งวิภาวดีพหลโยธิน และในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าสายสีแดง ทำให้ทำเลนี้มีศักยภาพมาก โดยประเมินว่าแกนศูนย์กลางย่านรังสิตจะเปลี่ยนไปจากบริเวณรังสิตองครักษ์ สู่ฝั่งวิภาวดีพหลโยธินแทน
ทางด้าน ทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า โครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิตคลอง 1 บนพื้นที่ 100 ไร่ ห้องชุดกว่า 1 หมื่นยูนิต ราคาเริ่มต้น 6.39 แสนบาท มีลักษณะเป็นเมืองคอนโดที่มีคอมมูนิตีมอลล์ ร้านสะดวกซื้อ และศูนย์รักษาพยาบาล ซึ่ง แอล.พี.เอ็น.ฯ ตั้งเป้าจะสร้างลุมพินี ทาวน์ชิป 4 มุมเมืองกรุงเทพฯ
เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า การที่รายใหญ่หันมาบุกตลาดคอนโดต่ำล้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขยายฐานตลาดเพื่อการเติบโต โดยปัจจุบันเสนาฯ มีคอนโดราคา 67 แสนบาทด้วยกัน 4 โครงการ คือ เดอะ คิทท์ คลอง 2ลำลูกกา คลองหลวงปทุมธานี ติวานนท์ และนวมินทร์ และปีหน้าคาดว่าจะมีอย่างน้อยหนึ่งโครงการ ภายใต้ชื่อ เดอะ คิทท์ บางกะดี
“ยอมรับว่าเมื่อมีสองรายใหญ่บุกตลาดคอนโดต่ำล้านย่านรังสิต ทำให้ยอดขายของสองโครงการย่านนี้ของกลุ่มเสนาฯ ชะลอตัวเล็กน้อย เพราะการแข่งขันสูงขึ้น แต่เราก็พยายามสร้างความแตกต่าง ด้วยขนาดห้องชุดที่ใหญ่กว่า โครงการที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบของลูกค้า” เกษรา กล่าว
นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเปิดศึกคอนโดต่ำล้านระหว่างสองยักษ์ใหญ่ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน กำลังซื้อที่หดตัว ซึ่งยอดขายสิ้นปีนี้คงเป็นบทพิสูจน์ได้ดีว่า “บิ๊กอสังหาฯ” สามารถเข็นโครงการยักษ์ฝ่ามรสุมได้หรือไม่







