posttoday
จ่อปรับนโยบายรับศก.ขาลง

จ่อปรับนโยบายรับศก.ขาลง

04 ตุลาคม 2556

แบงก์พาณิชย์คาดธปท.อาจลดดอกเบี้ยหากตัวเลขจีดีพีประเทศหดไม่หยุด

แบงก์พาณิชย์คาดธปท.อาจลดดอกเบี้ยหากตัวเลขจีดีพีประเทศหดไม่หยุด

ไทยพาณิชย์คาดดอกเบี้ยนโยบายอาจจะปรับลดลงได้หากเศรษฐกิจชะลอลงมากกว่าที่คาด

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ค่าเงินบาทจะยังผันผวนในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า เป็นผลมาจากการลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าเงินผันผวนทั่วโลก ทำให้นักลงทุนยังคงลดขนาดการลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งรวมถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนเพ่งเล็งไปยังประเทศที่มีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง เช่น อินโดนีเซียและอินเดีย เป็นเหตุให้ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นอ่อนค่าลงมาก อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เช่น มีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงเมื่อเทียบกับภาระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น และไม่ได้มีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง ดังนั้น ค่าเงินบาทน่าจะรักษาระดับอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปีการชะลอตัวของการใช้จ่ายในประเทศเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนขยายการลงทุน คล้ายกับการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อลดต้นทุนชั่วคราว ซึ่งสามารถทำได้เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง สะท้อนภาพของกำลังซื้อที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม การจะลดดอกเบี้ยนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนจากการขยายเพดานหนี้ของรัฐบาล และการลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้

สำหรับค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวน และน่าจะรักษาระดับอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงปลายปี ความผันผวนของค่าเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ต่อการค้าระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เช่น มีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงเมื่อเทียบกับภาระหนี้ต่างประเทศระยะสั้นและไม่ได้มีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง ดังนั้นสำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2013 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.4%

เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณของการปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้วัดที่สำคัญ เช่น HSBC PMI ของจีนบ่งชี้ว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมสำหรับเดือนกันยายนขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า เช่นเดียวกันกับ PMI ยูโรโซนที่ขยายตัวต่อเนื่อง สำหรับสหรัฐฯ นั้นการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมหลังจากมีการคาดการณ์เกี่ยวกับการลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน หรือ QE tapering ทำให้การฟื้นตัวช้าลงบ้างเล็กน้อย โดยรวมแล้ว คาดว่าการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีจะเริ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจประเทศกลุ่ม G3 รวมถึงจีน อย่างไรก็ดี ความผันผวนของค่าเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ต่อการค้าระหว่างประเทศ

การใช้จ่ายภาคเอกชนในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะการซื้อรถยนต์ที่เร่งตัวมากก่อนหน้านี้ยังจากมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก นอกจากนี้มีปัจจัยที่อาจจะส่งผลให้ภาคครัวเรือนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ได้แก่ ราคาสินทรัพย์ทางการเงินที่ปรับตัวลดลงและยังมีความไม่แน่นอนสูง และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการเร่งการใช้จ่ายก่อนหน้านี้ สำหรับภาคเอกชนนั้น ยังไม่มีปัจจัยที่จะทำให้ต้องเร่งการลงทุนในช่วงนี้

ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมีเพิ่มขึ้น การลดขนาดคิวอีเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างถาวร โดยในระยะสั้นนั้นความไม่แน่นอนของขนาดและเวลาในการลดคิวอี จะทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนมีความผันผวนสูงต่อไป

แหล่งข่าวจากด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังคาดการณ์ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐยาก เพราะมีหลายปัญหาผสมผสานกัน ทั้งการหยุดทำการชั่วคราวของหน่วยงานราชการ (ชัตดาวน์) การจัดการเพดานการก่อหนี้สาธารณะ การผ่านงบประมาณ ฯลฯ ทำให้ ธปท.ยังต้องติดตามประเด็นปัญหาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ขณะนี้ยังมองว่าไม่กระทบภาคเศรษฐกิจจริงของไทย เพราะภาคส่งออกไทยก็คงโตได้ไม่มาก การผลิตก็คงไม่ขยายตัวมากนัก การบริโภคหรือการจับจ่ายใช้สอยในประเทศเริ่มทรงตัว

“เท่าที่ติดตามดูมาในช่วงนี้ปัญหาสหรัฐยังไม่ได้มีผลกระทบอะไรที่ชัดเจนต่อไป แม้จะทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวผันผวนบ้างแต่ยังไม่รุนแรง ค่าเงินบาทตอนนี้ยังผันผวนเคลื่อนไหวได้ทั้งทิศทางที่อ่อนค่าและแข็งค่า ส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายข้อมูลคร่าวๆ ยังเป็นบวก” แหล่งข่าวจาก ธปท.เปิดเผย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี