
ร้านขายอาหาร & ภาษี
มีธุรกิจหนึ่งที่มีผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ตลอดเวลาก็คือ การประกอบกิจการขายอาหาร มีทั้งที่ตั้งโต๊ะริมถนนหนทาง เปิดร้านขายอาหาร มีทุนมากหน่อยก็เปิดคอฟฟี่ช็อป แต่ใช่ว่าจะเข้ามาในธุรกิจนี้อย่างเดียว ที่ออกไปเพราะรวยแล้วหรืออยู่ไม่ไหวก็เยอะไป
มีธุรกิจหนึ่งที่มีผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ตลอดเวลาก็คือ การประกอบกิจการขายอาหาร มีทั้งที่ตั้งโต๊ะริมถนนหนทาง เปิดร้านขายอาหาร มีทุนมากหน่อยก็เปิดคอฟฟี่ช็อป แต่ใช่ว่าจะเข้ามาในธุรกิจนี้อย่างเดียว ที่ออกไปเพราะรวยแล้วหรืออยู่ไม่ไหวก็เยอะไป
ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหลายประการในการเปิดร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาต ภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บจากธุรกิจขายอาหาร ได้แก่ ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจัดเก็บดังนี้
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ประกอบการขายอาหารต้องเสียภาษีเงินได้ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรก ให้นำเงินได้จากการขายอาหารตั้งแต่เดือน ม.ค.มิ.ย. ไปยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ครึ่งปี ด้วยแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือน ก.ย.ของปีเดียวกัน ครั้งที่สอง เมื่อสิ้นปีต้องนำเงินได้ตั้งแต่เดือน ม.ค.ธ.ค. ไปยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ประจำปีภาษี ด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือน มี.ค.ของปีถัดไป สามารถนำภาษีครึ่งปีที่ชำระแล้วหรือภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระประจำปีภาษีได้
การคำนวณภาษี คำนวณจากเงินได้สุทธิ (เงินได้พึงประเมินที่ได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนออกแล้ว) นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับการหักค่าใช้จ่ายสามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้อัตราร้อยละ 70 ของเงินได้ โดยไม่ต้องมีหลักฐานประกอบการหักค่าใช้จ่าย หรือเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง ซึ่งต้องมีหลักฐานประกอบการหักค่าใช้จ่าย โดยให้นำการหักรายจ่ายของบริษัทมาอนุโลมใช้ ส่วนค่าลดหย่อนก็สามารถหักได้ตามที่ตนเองมีสิทธิเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ ต้องนำไปเปรียบเทียบกับจำนวนภาษีที่คำนวณจากยอดเงินได้พึงประเมินที่มิได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนใดๆ (ยอดเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป ที่ยังมิได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คูณ อัตราภาษีร้อยละ 0.50 จะได้ จำนวนภาษีต้องชำระ หากภาษีที่คำนวณได้ไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ต้องคำนวณภาษีวิธีนี้) การคำนวณภาษีวิธีใดมีจำนวนภาษีมากกว่าก็ให้ชำระภาษีตามวิธีนั้น
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องเสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรีแห่งประมวลรัษฎากร หากบริษัทมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ในรอบระยะเวลาบัญชีจะได้รับสิทธิเสียยกเว้นภาษีและเสียภาษีในอัตราต่ำกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้ กำไรสุทธิ 150,000 บาทแรก ยกเว้น ภาษี กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 150,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียอัตราร้อยละ 15 กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท เสียอัตราร้อยละ 20 สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น เสียภาษีอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิทั้งจำนวน
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการขายอาหารทุกรายที่มีรายรับ (ยังไม่ได้หักรายจ่ายใดๆ) เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือรอบระยะเวลาบัญชี ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 (รวมภาษีที่จัดเก็บให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ให้นำภาษีขายที่เกิดขึ้นหักออกด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี แล้วนำมายื่นเสียภาษีด้วยแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปทุกเดือน ไม่ว่าจะมีรายรับในเดือนนั้นหรือไม่ก็ตาม
การขายอาหารเป็นการขายให้กับคนจำนวนมาก ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ แต่ถ้าหากลูกค้าต้องการใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปก็ต้องออกให้
ร้านขายอาหารเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะทุกคนต้องทานอาหารทุกวัน วันละ 3 มื้อเป็นอย่างน้อย เผลอๆ มีทานรอบดึกอีก 1 มื้อด้วย สวัสดีครับ







