
เงินบาทแกว่งไร้ทิศทาง
ผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐ ทำตลาดเงินตลาดทุน แกว่งตัวไร้ทิศทาง
ผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐ ทำตลาดเงินตลาดทุน แกว่งตัวไร้ทิศทาง
นายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาด สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 12 วันที่ผ่านมา เงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศยังไหลเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร โดยในวันที่ 1 ต.ค. ที่สหรัฐปิดหน่วยงานบางแห่ง มีเงินทุนไหลเข้ามาซื้อในตลาดตราสารระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี สุทธิ 5,000 ล้านบาท แต่ต่อมาวันที่ 2 ต.ค. นักลงทุนกลับขายสุทธิ 1,500 ล้านบาท
สำหรับค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 3 ต.ค. “วันนี้ (3 ต.ค.)คิดว่าเงินทุนยังไหลเข้ามาซื้อบอนด์สุทธิอยู่ ส่วนใหญ่ลงทุนบอนด์ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี ในช่วงนี้เงินทุนยังไม่นิ่ง บางวันก็ซื้อสุทิ บางวันก็ขาย ยังเป็นการรับกลยุทธ์การลงทุนปกติ ยังไม่มีสัญาณเงินทุนไหลเข้าหรือออกที่ชัดเจน เพราะบอนด์สั้นจะเป็นลักษณะซื้อหรือขายในแต่ละวันอยู่แล้ว ยังไม่มีไหลเข้าบอนด์ยาว น่าจะเป็นเพราะนักลงทุนยังไม่แน่ใจภาวะตลาด แต่นักลงทุนน่าจะมองเศรษฐกิจไทยว่าคงไม่ชะลอไปกว่านี้แล้วจึงยังมีการไหลเข้ามาลงทุนเรื่อยๆ แม้ตอนนี้จะมีเงินทุนไหลเข้ามาทั้งภูมิภาค แต่ส่วนใหญ่เลือกเข้ามาไทยมากกว่า” นายสุชาติกล่าว น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ความไม่ชัดเจนของเกี่ยวกับปัญหาสหรัฐ ทำให้นักลงทุนไม่แน่ใจ เพราะเหตุการณ์แต่ละวันทำให้ค่าเงินค่อนข้างผันผวน โดยเปิดตลาดค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และระหว่างวันแข็งค่าสุดที่ระดับ 31.12 บาท แต่ในช่วงบ่ายกลับปรับมาอ่อนค่าสุดระหว่างวันที่ระดับ 31.26 บาท จึงจะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินก็ไร้ทิศทางอย่างไรก็ดี แม้ค่าเงินในตลาดจะปรับเคลื่อนไหวตามข่าวแต่ยังอยู่ในกรอบ 31.00 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
“ภาวะการเคลื่อนไหวของเงินบาทตอนนี้ต้องยอมรับว่าไร้ทิศทาง นักลงทุนเล่นตามมูทส์แอนด์โทน แนวโน้มยังไม่ชัดเจนว่าจะแข็งหรืออ่อนค่า เพราะตลาดยังติดตามปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐในหลายประเด็น มองว่าเงินทุนยังน่าจะกล้าๆกลัวๆ แต่ถ้าแก้ปัญหาระยะสั้นๆได้อาจจะมีเงินทุนไหลเข้ามาไทยบ้าง เพราะถ้าสหรัฐยังไม่เซทอัพอาจจะมีเงินทุนไหลเข้ามาได้อีก” น.ส.กาญจนากล่าว
ธปท.เตือนนักลงทุนบาทเคลื่อนไหวได้ 2 ทิศทาง อย่าชะล่าใจเพราะปัญหาสหรัฐยังไม่เสด็จน้ำ ต้องจับตาใกล้ชิด ด้านตลาดบอนด์เงินทุนไหลเข้าสุทธิ 3,500 ล้านบาท นักค้าเงินระบุบาทไร้ทิศทางไม่ชัดแนวโน้มจะแข็งหรืออ่อนแหล่งข่าวด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ขณะยังคาดการณ์ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐยาก เพราะมีหลายปัญหาผสมผสานกัน ทั้งการหยุดทำการชั่วคราวของหน่วยงานราชการ(ชัตดาวน์) การจัดการเพดานการก่อหนี้สาธารณะ การผ่านงบประมาณ ฯลฯ แต่ที่เห็นแน่ในช่วงนี้คือเกิดความผันผวนในตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ธปท.ยังต้องติดตามประเด็นปัญหาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ในเบื้องต้นยังมองว่าไม่กระทบภาคเศรษฐกิจจริงของไทย เพราะขณะนี้ภาคส่งออกไทยก็คงโตได้ไม่มาก การผลิตก็คงไม่ขยายตัวมากนัก เนื่องจากการบริโภคหรือการจับจ่ายใช้สอยในประเทศเริ่มทรงตัว ถึงจะไม่ลดลงไปกว่านี้ แต่ก็คงไม่เพิ่มขึ้น
“เทาที่ติดตามดูมาในช่วงนี้ปัยหาสหรัฐยังไม่ได้มีผลกระทบอะไรที่ชัดเจนต่อไป แม้จะทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวผันผวนบ้าง แต่ยังไม่รุนแรง ธปท.ตามดูอยู่แล้ว ค่าเงินบาทตอนนี้ยังผันผวนเคลื่อนไหวได้ทั้งทิศทางที่อ่อนค่าและแข็งค่า ส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายข้อมูลคร่าวๆยังเป็นบวก” แหล่งข่าวธปท.ระบุ
นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐทั้งการขยายเพดานหนี้และการถอนมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ยังไม่มีความชัดเจน จะทำให้เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน
ดังนั้น ทั้งภาครัฐและเอกชนควรเตรียมพร้อมรับมือด้วยการไม่ก่อหนี้มากจนเกินไป และควรมีกระสุนเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
“แม้หลายคนจะเชื่อว่าท้ายที่สุดสหรัฐจะจัดการปัญหาภายในด้านการคลังของเขาได้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือความไม่แน่นอน เราควรเตรียมตั้งรับด้วยการทำตัวเองให้แข็งแกร่ง มีนโยบายสำรองเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น” นางธาริษา กล่าว
นางธาริษา กล่าวอีกว่า ขณะนี้การเคลื่อนย้ายเงินทุนเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก ไม่รู้ว่าจะไหลเข้าหรือออกต่างจากในอดีต เพราะแม้ว่าคนจะกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ก็ยังมีคนอีกส่วนที่มองว่าเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียมีความเสี่ยงเช่นกันแต่เชื่อว่าธปท.มีเครื่องมือเพียงพอที่จะดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนเร็วหรือแข็งค่าแรงเกินไปได้
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยนั้น นางธาริษา มองว่า มีแนวโน้มที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก แต่การฟื้นตัวที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปียังไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวในช่วงต้นปีได้ ทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้อาจยังเติบโตได้ไม่สูงนัก แต่ในปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้นตามกำลังซื้อของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออก
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ตลาดเงินจะปั่นป่วนจากภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้นส่วนผลกระทบที่จะมีต่อมาตรการคิวอีนั้นเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐคงคาดการณ์ปัจจัยนี้ล่วงหน้าเอาไว้แล้ว จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาระยะยาว







