
ปลุกคนรุ่นใหม่ตื่นตัวฝึกภาษาผ่านเพลง
“น่าตกใจมากที่เห็นผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทยที่อยู่อันดับท้ายๆ ของอาเซียน นั่นอาจเป็นเพราะเด็กไทยเรียนแบบท่องจำ แกรมม่าเป๊ะ แต่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้”
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
“น่าตกใจมากที่เห็นผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทยที่อยู่อันดับท้ายๆ ของอาเซียน นั่นอาจเป็นเพราะเด็กไทยเรียนแบบท่องจำ แกรมม่าเป๊ะ แต่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้”
นี่คือจุดเริ่มต้นให้ ครูเจวิทวัส วีระญาโณ กรรมการผู้จัดการสถาบันพัฒนาศิลปิน บริษัท จีอาร์โวคอล สตูดิโอ ในเครือบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เปลี่ยนโฉมการเรียนภาษาอังกฤษให้สนุกขึ้น โดยนำเอาดนตรีมาเป็นสื่อกลาง ซึ่งนอกจากผู้เรียนจะได้คำศัพท์และรูปแบบประโยคแล้ว ท่วงทำนอง (เมโลดี) ของเพลงยังช่วยในเรื่องของการออกเสียงและสำเนียงได้ดี แถมยังได้หลักคณิตศาสตร์การคำนวณ (ตัวโน้ต) ไปในตัวด้วย
ปัจจุบัน สถาบันแบ่งการสอนร้องเพลงออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคคลทั่วไป กลุ่มเด็กอินเตอร์ และกลุ่มพัฒนาศิลปิน โดยจะเน้นการเรียนการสอนแบบ 2 ภาษาให้เข้มข้นขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเด็กส่วนใหญ่ที่มาเรียนจะเป็นนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์หรือลูกครึ่งเป็นหลัก แต่ต่อไปนี้จะเน้นในส่วนของเด็กไทยให้มากขึ้น เพราะมองว่าเรื่องภาษาเป็นเรื่องจำเป็นที่เด็กไทยต้องเรียนรู้เพื่อให้ทันรับกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
“คิดว่าจุดเด่นของสถาบัน คือ ที่อื่นจะเน้นสอนเฉพาะแกรมม่า แต่ที่นี่จะสอนภาษาอังกฤษผ่านเสียงเพลง ซึ่งช่วยทำให้การเรียนสนุกขึ้น ส่งผลให้เด็กเกิดการเรียนรู้และตื่นตัวที่จะเรียนตลอดเวลา”
สำหรับความที่เป็นสถาบันที่อยู่ในเครือของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จึงมีช่องทางที่จะเปิดให้เด็กที่มาเรียนที่นี่ได้แสดงออกหลากหลาย เพราะสถาบันมีอีกหนึ่งบทบาท คือ การพัฒนาบุคลากรเพื่อส่งต่อให้เครือนำไปปั้นเป็นศิลปินน้องใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของแกรมมี่เลยก็ว่าได้ หากไม่มีการพัฒนาศิลปินใหม่ๆ หรือศิลปินเดิมให้มีความรู้และความสามารถเพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้าน ก็จะทำให้ธุรกิจตาย เพราะไม่มีศิลปินมาต่อยอด
อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาเด็กให้พร้อมจะนำไปต่อยอดเป็นศิลปินน้องใหม่ได้นั้น แต่ละคนจะใช้เวลาต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเด็กแต่ละคนมีครบ 3T หรือไม่ ได้แก่ Talent (พรสวรรค์) Tenacity (ความมุ่งมั่น) และ Timing (จังหวะเวลาที่เหมาะสม) ซึ่งแต่ละปีจะมีศิลปินหน้าใหม่เข้าสังกัดแกรมมี่ประมาณ 20-30 คน โดยมาจากสถาบันแห่งนี้ปีละ 45 คน
วิทวัส พูดถึงอนาคตของสถาบันว่า ล่าสุดกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันการศึกษา 2-3 แห่ง เพื่อร่วมกันกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอน รองรับตลาดผู้ที่สนใจเรียนด้านดนตรีและอยากเป็นศิลปินเพื่อให้สามารถเรียนควบคู่กัน เมื่อเรียนจบจะได้ปริญญาทำให้ไม่เสียโอกาสทางการศึกษาไป และในอนาคตยังมีแผนเปิดหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถมศึกษาด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการจัดค่ายอบรมฝึกภาษาอังกฤษในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน (ซัมเมอร์ แคมป์) ทั้งเด็กเล็กและเด็กโต ซึ่งจะมีการเรียนการสอนร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อฝึกการใช้ภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียน
ทั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นอีกสถาบันที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาด้านภาษาให้กับเด็กไทยและศิลปินไทยให้พร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะแกรมมี่มีธุรกิจและร่วมมือกับต่างประเทศในการพัฒนาศิลปินร่วมกันอยู่แล้ว จึงให้ความสำคัญกับเรื่องภาษาเป็นอย่างมาก
ถึงกระนั้น ในปีหน้ามีแผนจะเปิดชั้นเรียนหลักสูตรการพัฒนาศิลปินเพิ่มขึ้น โดยจะเปิดกว้างให้บุคคลทั่วไป รวมทั้งโมเดลลิ่งต่างๆ มาเรียนรู้ประสบการณ์ในการพัฒนาศิลปินของแกรมมี่ด้วย ซึ่งจะทำให้กลุ่มลูกค้าของสถาบันมีกว้างมากขึ้น
วิทวัส ทิ้งท้ายว่า หลังจากที่เราเห็นถึงจุดเด่นของตัวเองที่คนอื่นไม่มีเจอ แล้วพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้น รวมถึงจุดยืนในตลาดและด้วยความที่มีภาพลักษณ์ที่อยู่เกรดพรีเมียม ทำให้มีโอกาสต่อยอดเพิ่มมูลค่าไปได้อีกมาก จึงคาดว่า จะทำให้รายได้รวมสถาบันปี 2557 โตได้ประมาณ 15% ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านๆ มา ที่โตเพียง 56%







