posttoday
ติดตามภาวะเศรษฐกิจหลักของโลก ไตรมาส 4

ติดตามภาวะเศรษฐกิจหลักของโลก ไตรมาส 4

03 ตุลาคม 2556

ภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ได้มีมติไม่ปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE Tapering) เนื่องจากประเมินว่าสภาพเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเริ่มลดมาตรการ QE โดยต่อมามีกระแสข่าวว่า Fed อาจทำการปรับลดมาตรการ QE ในการประชุม Fed ในเดือน ต.ค. ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงและเคลื่อนไหวอย่างผันผวน อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ตลอดทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศที่เป็นเศรษฐกิจหลักของโลก ดังนี้

ภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ได้มีมติไม่ปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE Tapering) เนื่องจากประเมินว่าสภาพเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเริ่มลดมาตรการ QE โดยต่อมามีกระแสข่าวว่า Fed อาจทำการปรับลดมาตรการ QE ในการประชุม Fed ในเดือน ต.ค. ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงและเคลื่อนไหวอย่างผันผวน อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ตลอดทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศที่เป็นเศรษฐกิจหลักของโลก ดังนี้

เศรษฐกิจของสหรัฐ ภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐได้รับแรงสนับสนุนจากการจ้างงาน ตัวเลขภาคการผลิต ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตราการว่างงานลดลงแต่ยังไม่ดีมากนัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งหลังจากที่ Fed ประกาศไม่ปรับลด QE ได้ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นดัชนีซึ่งเป็นตัวแทนหุ้นขนาดใหญ่ในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นไปแตะระดับ 1,750 จุด และได้ปรับลดลงมาหลังจากมีกระแสข่าวว่า Fed จะเริ่มลดมาตรการ QE ในเดือน ต.ค.นี้ ทั้งนี้บริษัทฯ คาดการณ์ว่าดัชนี S&P500 จะผันผวนในระยะสั้น จากความไม่แน่นอนของมาตรการทางการคลัง ความกังวลต่อปัญหาเพดานหนี้สาธารณะ และความกังวลเกี่ยวกับธนาคารกลางในการลดมาตรการ QE ซึ่ง Fed น่าจะพิจารณาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งนี้คาดว่าดัชนี S&P 500 จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,630-1,700 จุด

เศรษฐกิจของยุโรป ตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศในแถบยุโรปเริ่มแสดงให้เห็นว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วและมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน อีกทั้งมีการคาดการณ์ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในยุโรปฟื้นตัว ขณะเดียวกันความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ของกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาในแถบประเทศยุโรป (Peripheral Countries) และภาคการธนาคารได้ผ่อนคลายลง ทั้งนี้มูลค่าหุ้นของยุโรปยังอยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้การลงทุนจะได้รับผลดีจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและมองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น ในมุมมองด้านการลงทุนในหุ้นยุโรป บริษัทฯ มองว่าผู้ลงทุนเริ่มมีความสนใจมากขึ้นตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ของตลาดยุโรปอยู่ที่ระดับ 12.9 ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐ ซึ่งอยู่ที่ 15.3 และค่าเฉลี่ยในอดีต 14.3

เศรษฐกิจของญี่ปุ่น มาตรการการกระตุ้นและปฏิรูปเศรษฐกิจจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น จะทำให้ค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่จะแข็งค่าจากการปรับลดมาตรการ QE ซึ่งเป็นอีกปัจจัยบวกต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดหุ้นญี่ปุ่น นอกจากนี้การได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกก็เป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในมุมมองด้านการลงทุน บริษัทฯ แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นมีการเติบโตของกำไรกว่า 100% อีกทั้งคาดว่านักลงทุนต่างชาติจะเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะสั้น โดยดัชนี Nikkei 225 ตั้งแต่ต้นปี 2556 ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 39% ซึ่งถือว่าเป็นดัชนีที่สร้างผลงานโดดเด่นกว่าตลาดอื่นๆ และคาดว่าในปี 2556 นี้ ดัชนี Nikkei มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นถึงระดับ 16,000 จุด

เศรษฐกิจของจีน นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวที่รุนแรง (Hard Landing) จากท่าทีของรัฐบาลที่มีความตั้งใจจะประคองการเติบโตของเศรษฐกิจจีนให้อยู่ในระดับ 7.5% อีกทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจก็เริ่มบ่งชี้ถึงการฟื้นตัว บริษัทฯ คาดว่าตลาดหุ้นจีน/ฮ่องกงจะปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากที่ Underperform มาเป็นระยะเวลานาน และยังมีมูลค่าอยู่ในระดับต่ำ โดยปัจจุบันตลาดหุ้นจีน/ฮ่องกง มีประมาณการอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (Estimate P/E Ratio) อยู่ที่ 11.13 และมี P/BV Ratio 1.38 เท่า ดังนั้นบริษัทฯ ประเมินว่า ดัชนี HSI ซึ่งเป็นดัชนีตัวแทนหุ้นจีนและฮ่องกงจะเคลื่อนไหวของในกรอบ 22,500-23,500 จุด

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศและสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นได้ บริษัทแนะนำให้ติดตามสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งศึกษารายละเอียดของบริษัทจดทะเบียนที่จะเข้าลงทุนในแต่ละประเทศอย่างรอบคอบก่อนพิจารณาตัดสินใจเข้าลงทุนโดยการลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุน โดยเฉพาะในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ และสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้แบบยืดหยุ่น 0-100% และมีนโยบายจ่ายคืนผลตอบแทนระหว่างระยะเวลาลงทุน เพื่อเป็นกระแสเงินสดให้กับผู้ลงทุน เช่น จ่ายคืนผลตอบแทนด้วยวิธีรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ปรับตัวขึ้นทุกๆ 0.40 บาท ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับช่วงตลาดหุ้นที่มีความผันผวนอย่างเช่นปัจจุบัน โดยจุดเด่นของการลงทุนผ่านกองทุนรวมในลักษณะนี้ คือ เป็นการลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการพิจารณาเลือกจังหวะตลาดหุ้นแต่ละประเทศ และสามารถเน้นเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ และเลือกหุ้นที่มีราคาที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงในภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนเนื่องจากสามารถถือลงทุนได้ในระยะยาว อีกทั้งผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดแต่ละช่วง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท