
แนะชะลอการลงทุน
รอผลเพดานหนี้สหรัฐปลายต.ค.ทิสโก้คาดทุนไหลกลับไตรมาส4
รอผลเพดานหนี้สหรัฐปลายต.ค.ทิสโก้คาดทุนไหลกลับไตรมาส4
ทรีนีตี้ แนะชะลอลงทุน คาดเพดานหนี้สาธารณะฉุดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกถึงกลาง ต.ค.
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ประเด็นการเจรจากฎหมายงบประมาณสหรัฐ และการปิดหน่วยงานราชการเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2556 ได้ถูกรับรู้ในตลาดไประดับหนึ่งแล้ว แต่ประเด็นที่น่ากลัวถัดไป ได้แก่ การเจรจาปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะให้ทันก่อนช่วงวันที่ 1724 ต.ค. ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสยืดเยื้อสูง และที่สำคัญถือเป็นประเด็นที่ตลาดยังไม่รับรู้มากนัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันจากประเด็นเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐที่มีโอกาสยืดเยื้อ ซึ่งอาจนำมาสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ประกอบกับยังคงมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาพรวมตลาดหุ้นในประเทศที่ราคาของดัชนียังคงอยู่ในระดับสูง ความกังวลนี้จะใช้เวลาไปจนถึงกลางเดือน ต.ค.
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นการเมืองเรื่องร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ยังไม่จบ และคาดหมายว่าอาจถูกยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในช่วงนี้ออกไปก่อน จนกว่าการเจรจาเพดานหนี้จะผ่านพ้นสำเร็จ
อย่างไรก็ดี หากผ่านพ้นประเด็นเพดานหนี้สาธารณะไป คาดการณ์ว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นหลังจากนั้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนด้านเศรษฐกิจไทยที่บ่งชี้ว่าภาคการส่งออกและภาคท่องเที่ยวยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง การบริโภคภายในประเทศส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น สะท้อนจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีการขยายตัวเป็นบวกจากปีก่อนได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยพลิกกลับมาเกินดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน หลังจากตัวเลขดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นมาก และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนถูกปรับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 14 สัปดาห์
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดลูกค้าส่วนบุคคล บล.ทิสโก้ ประเมินว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะปิดปลายปีที่ระดับ 1,500 จุด โดยจุดต่ำสุดจะอยู่ในกลางเดือน ต.ค. อยู่ที่ 1,380 จุด โดยมีปัจจัยเสี่ยง คือ การปรับลดการขยายตัวของตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ลง โดยเฉพาะในไตรมาส 4 นี้ หากมีผลกระทบจากน้ำท่วมสูงกว่าที่คาด
สำหรับในไตรมาส 4 นี้ แนวโน้มกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะเริ่มชะลอการไหลออกจากตลาดหุ้นไทยและมีโอกาสไหลกลับเข้ามาลงทุน โดยจากต้นปีถึงเดือน ก.ย. นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิสูงรวม 1.06 แสนล้านบาท หากมีความชัดเจนของประเด็นการลดปริมาณเงินในการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และการขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐ
ทั้งนี้ ประเมินว่าการปิดหน่วยงานราชการจะมีผลไม่มาก เพราะหยุดกิจการของรัฐมีเพียงบางหน่วยงานที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อประชาชน และคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกินประมาณ 12 สัปดาห์
ขณะที่การขยายเพดานหนี้สาธารณะที่กำลังจะชนเพดานในประมาณวันที่ 20 ต.ค.นี้ แม้จะเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลมากต่อนักลงทุน แต่คาดว่าจะมีการเจรจาส่งผลให้การแก้ปัญหาผ่านได้ในที่สุด
อย่างไรก็ดี ทั้งสองประเด็นดังกล่าวจะยังเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงเดือน ต.ค.พ.ย. เพราะจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 30 ต.ค. จะตัดสินใจไม่ลดปริมาณเงินในการทำคิวอีลง และคาดว่าจะหยุดมาตรการคิวอีในกลางปีหน้า แต่ตลาดหุ้นยังปรับขึ้นไม่มาก เพราะรอความชัดเจนของการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐ
ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยยังแกว่งตัวแคบในทิศทางขาขึ้น มาปิดที่ 1,408.99 จุด เพิ่มขึ้น 0.80 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.06% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 28,354.56 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติยังขาย 202 ล้านบาท







