
ธุรกิจช้ำมะกันปิดหน่วยงาน
วั่นกระทบรายได้ดำเนินธุรกิจลำบากเล็งทบทวนแผนจ้างงานหากยืดเยื้อ
วั่นกระทบรายได้ดำเนินธุรกิจลำบากเล็งทบทวนแผนจ้างงานหากยืดเยื้อ
รายย่อยมะกันโอด รัฐบาลปิดหน่วยงานหวั่นฉุดรายได้ดำเนินธุรกิจยาก
โรงเรียนธุรกิจและการจัดการกราเซียดิโอแห่งมหาวิทยาลัยเปปเปอร์ดิเนในสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในประเทศกว่า 1,387 แห่ง พบว่า กว่า 3 ใน 4 วิตกกังวลว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ (กัฟเวิร์นเมนต์ ชัตดาวน์)นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน และอาจกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อเนื่องไป
“การปิดหน่วยงานจะส่งผลให้กระบวนการขออนุมัติประกันเงินกู้ของสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดย่อม (เอสบีเอ) ล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะกระทบสำหรับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มกิจการโดยตรง” เบตซีเบอร์ตัน เจ้าของร้านหนังสือขนาดเล็กในรัฐยูทาห์ ระบุ
ผลสำรวจพบอีกว่า ธุรกิจขนาดเล็กราว 41% ระบุว่า การปิดหน่วยงานภาครัฐที่หากยืดเยื้ออย่างน้อย 3 เดือนอาจกดดันให้เจ้าของธุรกิจต้องทบทวนแผนการจ้างงานอีกครั้ง
“การปิดหน่วยงานภาครัฐจะกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างแน่นอน ภายหลังเจ้าหน้าที่รัฐอย่างน้อย 8 แสนคน จะไม่ได้รับเงินเดือนและอาจชะลอการใช้จ่ายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” แฟรงก์ แนฟ ประธานหอการค้าธุรกิจขนาดเล็กในเซาท์แคโรไลนา แสดงความกังวล
จากการสำรวจความเป็นไปได้ของผลกระทบจากการปิดหน่วยงานภาครัฐที่มีต่อธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งจัดทำโดย เพย์เชคผู้ให้บริการด้านธุรกิจและบัญชีเงินเดือน พบว่าธุรกิจขนาดเล็กทั่วประเทศอาจไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากโครงการภาครัฐต่างๆ ไปโดยปริยาย โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจจากสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดย่อม
ขณะเดียวกัน ธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพารายได้จากการดำเนินธุรกิจกับภาครัฐอาจเผชิญกับภาวะสภาพคล่องอย่างหนัก ภายหลังจากการชำระเงินตามสัญญาอาจต้องชะลอออกไป เช่นเดียวกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวอาจซบเซาลง ภายหลังจากกระบวนการพิจารณาวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องยุติชะงักลงจนกว่าสภาคองเกรสสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องงบประมาณประจำปี 2557ได้สำเร็จ
ทั้งนี้ สหรัฐประสบภาวะกัฟเวิร์นเมนต์ ชัตดาวน์ หรือภาวะที่รัฐบาลกลางไม่สามารถนำงบประมาณออกมาใช้จ่ายได้ ภายหลังสภาคองเกรสยังคงถกเถียงในประเด็นการจัดสรรเงินในโครงการประกันสุขภาพของประธานาธิบดี บารัก โอบามา จากพรรคเดโมแครต “โอบามาแคร์”โดยสภาผู้แทนราษฎรที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ยังคงคัดค้านแผนงบประมาณที่พรรคเดโมแครตเสนอ เนื่องจากมองว่าแผนดังกล่าวควรมีการตัดลดค่าใช้จ่ายเป็นสำคัญ







