
เที่ยวภูเก็ตเฟื่องดันธุรกิจร้านของฝากโต
ตลาดสินค้าของฝากโต 40% รับนักท่องเที่ยวเอเชียแห่เที่ยวภาคใต้ ชี้โอกาสธุรกิจขยายตลาดรับเปิดเออีซี
ตลาดสินค้าของฝากโต 40% รับนักท่องเที่ยวเอเชียแห่เที่ยวภาคใต้ ชี้โอกาสธุรกิจขยายตลาดรับเปิดเออีซี
นายวิรวัฒน์ เปี่ยมวิวัตติกุล ประธานบริษัท พรทิพย์ ผู้ดำเนินธุรกิจร้านของฝาก พรทิพย์ จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ พบว่าตลาดร้านของฝากของที่ระลึกในภาพรวมมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 30-40% จากปัจจัยบวกกำลังซื้อจากกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่เดินทางมายัง จ.ภูเก็ต เพิ่มขึ้นในราว 30% เทียบกับปีก่อน
ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้เดินทางมายังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในภาคใต้มากขึ้น โดยเฉพาะใน จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เส้นทางการเดินทางท่องเที่ยวหลักของไทย ที่มีกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ซึ่งเข้ามาทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ลดลงไปในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในภูมิภาคดังกล่าว
ทั้งนี้ จากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้แคมเปญต่างๆ ของภาครัฐ ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กลุ่มนักท่องเที่ยวภายในประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้น และผลักดันให้ตลาดธุรกิจร้านของฝาก ของที่ระลึกใน จ.ภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆ มีอัตราเติบโตตามไปด้วย รวมถึงกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านค้าบริการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และโรงแรมที่พัก เป็นต้น
พร้อมกันนี้ บริษัทได้เตรียมแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ น้ำทุเรียนชงพร้อมดื่ม 3 อิน 1 ภายใต้แบรนด์ ORTA โดยใช้วัตถุดิบจากผงทุเรียนหมอนทอง ทีได้จากการแปรรูปเป็นสินค้ารับประทานประเภทต่างๆ อาทิ ทุเรียนอบกรอบ ทุเรียนทอดแผ่น เป็นต้น โดยสินค้าใหม่ดังกล่าวเตรียมแผนวางตลาดอย่างเป็นทางการราว สิ้นปี2556 นี้ ในช่องทางร้านของฝากพรทิพย์ และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจของบริษัท มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 350390 บาทต่อกล่อง และรูปแบบแก้วพร้อมดื่ม วางราคา 45 บาทต่อแก้ว ในรูปแบบ 1 แพ็กบรรจุ 6 แก้ว เป็นต้น จับกลุ่มเป้าหมายหลัก ผู้ที่ชื่นชอบรับประทานผลไม้ทุเรียน และชาวต่างชาติ ซึ่งบริษัทมีแผนขยายการทำตลาดสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดอาเซียน เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ด้วย และยังเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารด้วย
“บริษัทคาดมีรายได้จากสินค้าใหม่น้ำทุเรียนราว 10 ล้านบาท จากปัจจุบันบริษัทมียอดขายอยู่ที่ 200-300 ล้านบาทต่อปี” นายวิรวัฒน์ กล่าว







