
การเมืองไล่ธุรกิจไทยไปนอก
ประเทศไทยเผชิญปัญหาสถานการณ์การเมืองไม่สงบมานานหลายปีและดูเหมือนจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงและบานปลายไปอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการยิงระเบิดหลายลูกหล่นกลางกรุงเทพฯ วันที่ 10 เม.ย. และ 22 เม.ย. ทำให้เกิดภาพคนไทยฆ่ากันเองหลายคนด้วยเหตุผลเพียงแค่ความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกันและการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัวกัน
นับตั้งแต่ม็อบเสื้อแดงเคลื่อนพลบุกกรุงเทพฯ มาตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา นานกว่า 1 เดือนแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบได้อย่างไร ท่ามกลางข่าวลือวันละหลายๆ ครั้งว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในการสลายการชุมนุม ซึ่งหากข่าวลือเป็นความจริง คงไม่มีใครสามารถคาดการณ์ว่าจะสร้างความเสียหายต่อประเทศไทยมากขนาดไหน
ขนาดระเบิดตูมตาม 2 วัน ยังไล่นักท่องเที่ยวต่างชาติไปตั้งเยอะแยะแล้ว และธุรกิจเสียหายไปมูลค่ามหาศาลเหลือเกิน
ตอนนี้ผู้บริหารของบริษัทใดให้สัมภาษณ์ว่า
“บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ม็อบกลางเมือง และบึ้มหลายลูก” “ถือว่าเป็นการพูดโกหกคำโต” เพราะไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างร้าน ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ รายเล็กรายน้อย รวมถึงภาคส่วนแรงงานต่างได้รับความเดือดร้อนกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าจะได้รับผลกระทบมากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้นยกตัวอย่าง เช่น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัล (CENTEL) นายสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร ยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดการชุมนุมที่ราชประสงค์บริษัทได้รับความเสียหายมากกว่า 130 ล้านบาท โดยยังไม่รวมถึงลูกค้าที่จะเข้าใหม่ ปัจจุบันมีอัตราเข้าพักเหลือเพียง 10% จากเป้าที่ตั้งไว้ 7580%
และล่าสุดบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERAWAN) ยอมรับถึงผลกระทบและปรับลดเป้ารายได้ในปี 2553 เหลือ 3,5003,600 ล้านบาท จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในระดับ 4,000 ล้านบาท เนื่องจากโรงแรมเอราวัณ ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปักหลักยึดพื้นที่แยกราชประสงค์
นอกจากนี้ บริษัทยังคิดไกลไปถึงผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว จึงปรับแผนเปิดโรงแรมใหม่เหลือเพียง 1 แห่งในปีนี้ ส่วนอีก 3 แห่งชะลอออกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ผลประกอบการก็ยังจะเติบโตได้จากปีก่อนราว 15% หากการชุมนุมสามารถยุติลงภายใน 23 สัปดาห์ข้างหน้า หรือภายในเดือน พ.ค.นี้
ทางด้านผู้บริหารบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) ก็ออกมายอมรับไม่มั่นใจรายได้รวมปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมาย 2.5 หมื่นล้านบาทหรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ส่วนบริษัท สามารถเทลคอม (SAMTEL) ยังคาดว่าจะทำรายได้ราว 8,000 ล้านบาท
แต่ไม่ว่าการเมืองจะยุ่งเหยิงและสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจและธุรกิจมากขนาดไหน แต่ผู้บริหารบริษัทโดยเฉพาะเบอร์ 1 มัวมาเสียเวลานั่งคร่ำครวญถึงความเสียหายที่ได้รับคงไม่ได้แล้ว มิเช่นนั้นจะนำพาบริษัทไปไม่รอดแน่นอน
ทั้งนี้ จากการซักถามผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายรายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดซ้ำซาก เป็นแรงกดดันให้ต้องดิ้นรนออกไปทำธุรกิจยังต่างประเทศให้เร็วที่สุด แม้ว่าจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ท่ามกลางคู่แข่งที่หลากหลาย แต่ก็เชื่อว่ายังดีกว่าที่จะจมลงทุนอยู่ในประเทศ ที่กำลังซื้อมีแค่หยิบเดียว และคงจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปีได้ไม่มากนัก หากเหตุการณ์การเมืองคอยฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ”ผู้บริหาร บจ.บางรายกลับมองเหตุการณ์ทางการเมืองในทางบวกว่า หากไม่มีเหตุยุ่งเหยิงมารบกวนการลงทุน จะทำให้ผู้บริหารไม่ตื่นตัว หาช่องทางการทำธุรกิจใหม่ๆ เพราะพอใจกับรายได้และกำไรที่ได้รับในทุกวันนี้
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักลงทุนในตลาดหุ้นจะต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน อย่ามัวแต่ตกใจหรือให้ความสำคัญกับตัวเลขกำไร หรือรายได้ที่ลดลงของบริษัทต่างๆ เพราะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้น ตอนนี้ต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่ผู้บริหารสามารถปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์ที่เข้ามากระทบทั้งจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ
ตอนนี้จึงไม่ประหลาดใจที่นักวิเคราะห์ต่างให้คำแนะนำให้แก่นักลงทุนว่าในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ หากยังต้องการซื้อหุ้น ควรเลือกซื้อหุ้นของบริษัทที่พึ่งพาหรือหารายได้จากต่างประเทศ ซึ่งสามารถโหนกระแสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่ามั่วแต่มาเลือกซื้อหุ้นที่ขายของในประเทศเป็นหลัก เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้วปรับตัวไม่ทัน ต้องยอมรับสภาพความเดือดร้อนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขอะไรได้เลย ทำได้เพียงแต่รอให้เหตุการณ์สงบ กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ถึงจะมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้เลยว่า ประเทศไทยจะลงเอยอย่างไร







