
เปิดสูตรครูยุคเสรี สอนคนอาเซียน-คล่องปฏิบัติ
ในยุคที่การศึกษาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไร้พรมแดนขวางกั้น “บุคลากรครู” ในฐานะผู้ที่จะต้องให้บริการและเผชิญความเปลี่ยนแปลง
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ในยุคที่การศึกษาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไร้พรมแดนขวางกั้น “บุคลากรครู” ในฐานะผู้ที่จะต้องให้บริการและเผชิญความเปลี่ยนแปลงโดยตรงจะต้องทำอะไรบ้าง และได้เตรียมพร้อมรับมือการ “ยกสิ่งกีดขวาง” ออกแล้วหรือไม่
พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า บทบาทหลักของครูในบริบทความเปลี่ยนแปลง คือการปรับปรุงหลักสูตรและเนื้อหาการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์คนกลุ่มใหญ่มากขึ้น โดยพิจารณาการติดต่อสัมพันธ์ของคนในทุกมิติ เช่น มิติเศรษฐกิจ มิติการทำงาน
“เมื่ออาเซียนนำไปสู่การทำงานข้ามประเทศมากขึ้น ครูและผู้ร่วมวางหลักสูตรต้องมองให้ออกว่า แต่ละประเทศในอาเซียนต้องการคนของเราไปทำงานประเภทไหน แล้วเราต้องการให้เขามาทำงานประเภทใด จากนั้นก็จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการ”
ทั้งนี้ พฤทธิ์ เชื่อว่า ชาวพม่า ลาว กัมพูชา ตลอดจนเวียดนาม ต่างต้องการมาทำงานในไทย คนส่วนหนึ่งจึงอาจตัดสินใจเดินทางมาเรียนที่ไทย เพราะคิดว่าถ้าเรียนในไทยแล้วจะหางานในไทยทำได้ง่ายกว่า
เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้กระทั่งในคณะครุศาสตร์ ก็ยังมีชาวลาวและชาวกัมพูชาเข้ามาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจำนวนหนึ่งเกือบทุกปีตั้งแต่ยังไม่เปิดประชาคมอาเซียน ทั้งที่การเรียนในห้องเรียนสอนเป็นภาษาไทย
“คนอาเซียนที่มาเรียนหลายคนอยากกลับไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่การเป็นอาจารย์มักมีข้อบังคับว่าต้องจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาโท แต่ในประเทศของเขาเองก็ยังมีเปิดหลักสูตรไม่มาก จะไปเรียนถึงยุโรปหรืออเมริกาก็แพง มาเรียนที่ไทยจึงตอบโจทย์เขาที่สุด”
ดังนั้น หากจะให้ตอบโจทย์ชาติอื่นเพิ่มมากขึ้นด้วย ครูต้องเตรียมพร้อมต่อการเปิดหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ และปรับปรุงเนื้อหาแต่ละวิชาให้สอดรับกับทั้งคนไทยและคนอาเซียน
นอกจากนี้ การเปิดประชาคมอาเซียนจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนบุคลากร ความรู้ และความคิดเห็นระหว่างชาติสมาชิกมากขึ้น ครูไทยซึ่งอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับการรับนักเรียนนักศึกษาต่างชาติก็ต้องปรับตัว
ขณะที่ วณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวถึงสมรรถนะของครูอาชีวศึกษายุคใหม่ ว่า ต้องการครูอาชีวะที่ไม่ใช่แค่ครูที่สอนเก่งหรือแค่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่ต้องการครูที่มีประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ เช่น ในสิงคโปร์ระบุเลยว่า ครูประจำของสถาบันอาชีวศึกษาต้องผ่านงานในสถานประกอบการอย่างน้อย 3 ปี
นอกจากนี้ ครูอาชีวศึกษาจำเป็นต้องพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง สิงคโปร์และจีนต่างมีข้อบังคับให้แต่ละสถานศึกษาต้องมีทั้งครูประจำและครูจากสถานประกอบการในสัดส่วน 80 ต่อ 20 และทุก 3 ปี หรือ 5 ปี ครูแต่ละคนจะต้องพักการสอน 6 เดือน เพื่อไปประจำยังสถานประกอบการแทน ในไทยเริ่มมีการจัดหลักสูตรทวิภาคีร่วมกับสถานประกอบการบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้มีสัดส่วนครูชัดเจน ต่อไปคงต้องก้าวสู่ความร่วมมือที่เข้มข้นมากขึ้น
อาภรณ์ แก่นวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการและอดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เสริมว่า จากประสบการณ์ที่เคยไปศึกษาดูงานในต่างประเทศนั้น พบว่าประเทศอื่นไม่ได้ให้ความสำคัญกับใบประกอบวิชาชีพครูของครูอาชีวศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในสถานประกอบการหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาการสอนมากกว่า
สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้น ควรจะต้องมีประสบการณ์ในสถานประกอบการบ้างเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อก้าวมาเป็นอาจารย์แล้วยังต้องไปทำงานวิจัยและเป็นที่ปรึกษาให้แก่องค์กรต่างๆ จึงต้องมีทั้งประสบการณ์และความรู้รอบด้านพร้อมสู่อาเซียน
ขณะเดียวกัน เมื่อรวมตัวแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น ภาษาอังกฤษของอาจารย์มหาวิทยาลัยยิ่งต้องเข้มข้น ต้องไม่ใช่แค่ระดับ “สื่อสาร” แต่ต้องเป็นระดับที่สามารถ “นำเสนอ” ผลงานวิจัยบนเวทีอาเซียนได้
ส่วนการสอนในห้องเรียนนั้น ต้องสอดแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับอาเซียนและสากลเข้าไปในเนื้อหา ตลอดจนสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์มากขึ้นด้วย เพื่อให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21







