
Yield Curve ลดลงในตราสารหนี้ระยะยาว ตามทิศทางการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (23-27 ก.ย. 2556) มีมูลค่ารวม 365,291 ล้านบาท
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (23-27 ก.ย. 2556) มีมูลค่ารวม 365,291 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 73,058 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 26%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 68% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 247,820 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 74,228 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,173 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB196A (อายุ 5.7 ปี) LB21DA (อายุ 8.2 ปี) และ LB176A (อายุ 3.7 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 17,644 ล้านบาท 15,760 ล้านบาท และ 12,757 ล้านบาท ตามลำดับ
ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB13O15A (อายุ 14 วัน) CB13D26B (อายุ 91 วัน) และ CB13O31A (อายุ 34 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 29,635 ล้านบาท 25,826 ล้านบาท และ 17,571 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT13OA (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 569 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น รุ่น WHA189A (A) มูลค่าการซื้อขาย 300 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ รุ่น QH144A (A) มูลค่าการซื้อขาย 222 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลง (ราคาตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น) ในตราสารอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป หรือลดลงในช่วงประมาณ -3 ถึง -9 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ตามทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติให้คงขนาดการซื้อพันธบัตรตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ (QE) ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ครั้งล่าสุด
ประกอบกับตัวเลขของปริมาณพันธบัตรรัฐบาลไทยที่จะออกประมูลในไตรมาสถัดไปมีจำนวนค่อนข้างน้อย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรปรับตัวลดลง (ราคาเพิ่มสูงขึ้น) โดยเฉพาะในตราสารหนี้ระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มกลับมาคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดขนาดมาตรการ QE อีกครั้ง ว่าอาจจะมีการลดขนาดของมาตรการ QE ลงเล็กน้อย ในการประชุม FOMC ที่จะมีขึ้นในเดือน ต.ค. หากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐในช่วงนับจากนี้ไปแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าติดตามและมีโอกาสเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในช่วงสัปดาห์ถัดไป ได้แก่ ปัญหาการเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐ รวมถึงประเด็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ซึ่งยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในสภาคองเกรส
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 7,643 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นตราสารหนี้ระยะยาว 6,192 ล้านบาท และตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 1,451 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดขายสุทธิ 361 ล้านบาท







