posttoday
หนุนอสังหาฯ เอสเอ็มอี ลุยพรีแฟบ แก้แรงงานขาด

หนุนอสังหาฯ เอสเอ็มอี ลุยพรีแฟบ แก้แรงงานขาด

01 ตุลาคม 2556

การขาดแคลนแรงงานภาคการก่อสร้าง ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

การขาดแคลนแรงงานภาคการก่อสร้าง ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ รวมไปถึงราคาสินค้าในภาคการเกษตรปรับสูงขึ้น ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ต้องหันมาใช้ระบบก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูป หรือพรีแฟบ (Prefab) มาแก้ปัญหา

ศราวุธ จารุจินดา ประธานสายสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน หรือเคเค กล่าวว่า ธนาคารได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เอสเอ็มอี นำระบบพรีแฟบมาใช้ในงานก่อสร้างมากขึ้น หลังจากพบว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 2552-2554 ระบบพรีแฟบมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 50% ในกลุ่มบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเริ่มมีผู้ประกอบการระดับกลางหลายรายได้นำระบบดังกล่าวมาใช้แล้ว

สำหรับระบบพรีแฟบมีข้อดีเรื่องประหยัดแรงงานและวัสดุก่อสร้าง ได้คุณภาพงานที่สม่ำเสมอ แต่มีข้อจำกัด คือ ในระยะเริ่มต้นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง และต้องมีบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้านเข้าร่วมพัฒนาด้วย

ผลศึกษาพรีแฟบแก้วิกฤตแรงงาน

ทั้งนี้ ธนาคารได้ทำกรณีศึกษาแปลนของหมู่บ้านทั่วไปที่ได้รับความนิยม คือ ทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น หน้ากว้าง 6 เมตร จำนวน 200 ยูนิต ราคาขายที่ตั้งไว้ยูนิตละ 1.95 ล้านบาท พบว่าหากก่อสร้างด้วยระบบพรีแฟบจะใช้เวลาก่อสร้าง 22 เดือน ใช้แรงงานสูงสุด 45 คน และใช้เงินทุนหมุนเวียนมากที่สุด 71.5 ล้านบาท หากจบโครงการจะมีกำไรประมาณ 140 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากก่อสร้างภายใน 22 เดือนเช่นกัน จะพบว่าการก่อสร้างในระยะเวลาเท่ากันต้องใช้แรงงานมากถึง 150 คน มากกว่าระบบพรีแฟบถึง 3 เท่า และต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมากถึง 134.5 ล้านบาท มากกว่าเกือบ 2 เท่า โดยได้ผลตอบแทนที่เท่ากัน

สำหรับระบบก่อสร้างระบบแผ่น หรือแพนเนิล (Panel) เป็นระบบที่น่าสนใจมากที่สุดกับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กรณีจ้างผลิตส่วนใหญ่จะมีเงื่อนไขในการทำสัญญาว่าจ้างผลิตชิ้นงานกับโรงงาน คือ ต้องมีปริมาณการผลิตขั้นต่ำอย่างน้อย 100 ยูนิต มีเงินมัดจำหลังทำสัญญา 30% มีอัตราการส่งชิ้นงานสม่ำเสมอ ซึ่งทางผู้ผลิตจะใช้เวลาในการเตรียมการ เช่น ผลิตโมลด์ เพื่อหล่อแบบชิ้นงานต่างๆ วางแผนการผลิต และขนส่งให้สอดคล้องกับงานก่อสร้าง โครงการส่วนใหญ่ใช้เวลาเตรียมการ 45 วัน

ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการตั้งโรงงานและผลิตชิ้นส่วนเองนั้น ในขั้นตอนนี้จะมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือ ค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างที่ปรึกษา ต่อมาคือค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างลานผลิต ขั้นต่ำในการก่อสร้างลานผลิตประมาณ 7 ล้านบาท จะเป็นลานผลิตขนาดเล็ก โดยราคานี้ไม่รวมค่าที่ดิน ค่าถมดิน ไฟฟ้า 3 เฟส ประปา ก่อสร้างลานผลิตนั้นใช้เวลาประมาณ 90 วัน

ชี้ออร์เดอร์พรีแฟบล้นทะลักข้ามปี

ด้าน ชัยณรงค์ วิวัฒนากุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท พรอสเพอริตี้ คอนกรีต ผู้ผลิตชิ้นส่วนก่อสร้างระบบพรีแฟบ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่ด้านวัสดุก่อสร้างของไทย อาทิ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร และกลุ่มบริษัท มหพันธ์ ผู้ผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์ แสดงความสนใจที่จะเข้ามาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปในระบบพรีแฟบ เพื่อใช้ในการก่อสร้างบ้าน รวมไปถึงโครงการในอนาคตที่จะเกิดขึ้นหลังจากผ่าน พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะยิ่งมีงานก่อสร้างใหม่ออกมาอีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตแผ่นพื้นสำเร็จรูป 7.2 แสนตารางเมตรต่อปี ตั้งอยู่ที่ จ.ราชบุรี ซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ และมีคำสั่งซื้อล้นไปถึงต้นปี 2558 แล้ว โดยในปีหน้าจะมีการลงทุนเพิ่มอีก 30 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 20% ปัจจุบันตลาดรวมระบบพรีแฟบ หากไม่นับรวมผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างพฤกษาและแสนสิริ มีมูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1.5 ล้านตารางเมตรต่อปี ขณะที่ความต้องการใช้ยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปมีประมาณ 5-6 ราย และสามารถปรับโมลด์การผลิตได้ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า

เหล่านี้คือตัวอย่างสำหรับการปรับตัวของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นทางออกในยุควิกฤตแรงงาน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี