
‘เอเซียพลัส’พอร์ตลงทุนหนุนกำไรโต
‘
พัฒนสิน’ขาดทุนเฉียด3ล.โพสต์ทูเดย์ — บล.เอเซีย พลัส โชว์พอร์ตหุ้นดันกำไรพุ่ง 665% อานิสงส์ดัชนีหุ้นทะยานหนุน นักวิเคราะห์คาดไตรมาส 2 ไร้ทิศทางขึ้นอยู่กับการเมืองจบเร็วหรือช้านายประทีป ยงวณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานไตรมาสแรก ปี 2553 มีกำไรสุทธิ 110.21 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 0.05 บาท เพิ่มขึ้น 665.75% พลิกจากงวดเดียวกันปีก่อน ซึ่งขาดทุนสุทธิ 19.48 ล้านบาท หรือ 0.01 บาท
โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรซื้อขายหลักทรัพย์ 71.14 ล้านบาท เทียบงวดเดียวกันปีก่อนขาดทุน 25 ล้านบาท และขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ 13.50 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรจากการลงทุนในหลักทรัพย์ 57.64 ล้านบาท
นอกจากนี้ รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน) ในไตรมาสแรก มีจำนวน 213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83.70% จากงวดเดียวกันปีก่อน เนื่องจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เพิ่มขึ้นเป็น 16,756.48 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 89.31% จากช่วงเดียวกันปีก่อนเฉลี่ยต่อวัน 8,851.42 ล้านบาท
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส มีปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 1,718.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% จาก 982.16 ล้านบาท ในไตรมาสแรก ปี 2552
สำหรับกำไรจากการลงทุนในหลักทรัพย์และอนุพันธ์ เป็นไปตามภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิน) ในไตรมาสแรก จำนวน 14.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75.72% เทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน มีค่าใช้จ่าย 231.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46 ล้านบาท หรือ 24.6% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมและบริการจ่าย สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่านายหน้า และค่าใช้จ่ายเจ้าหน้าที่การตลาด ซึ่งผันแปรตามปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้น
บล.พัฒนสิน ผลดำเนินงานไตรมาส 2 สิ้นสุดวันที่ 28 ก.พ. 2553 ขาดทุนสุทธิ 2.91 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3.1 แสนบาท หรือ 11.92% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งขาดทุน 2.60 ล้านบาท
สำหรับงวด 6 เดือน กำไรสุทธิ 50.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40 ล้านบาท หรือ 377% จากช่วงเดียวกันซึ่งกำไรสุทธิ 10.60 ล้านบาท
นายชัย จิระเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาสแรกของธุรกิจหลักทรัพย์ออกมาดี ตามที่คาดการณ์ไว้ โดยเป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงนั้นวอลุมตลาดซื้อขายเฉลี่ยวันละกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่หลังจากนั้น 1 เดือน มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากภาวะการเมือง
“
โดยรวมแล้วผลประกอบการหุ้นหลักทรัพย์ ไม่ได้มีเซอร์ไพรส์ บางตัวตรงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ถ้าดูราคาหุ้นกลุ่มนี้แล้วไม่ไปไหน เพราะธุรกิจหลักทรัพย์มีการแข่งขันสูง”สำหรับแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 2 ของกลุ่มหลักทรัพย์ นายชัย กล่าวว่า ยังคาดการณ์ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับภาวะการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าจบเร็วหรือช้า แต่ถ้าวอลุมซื้อขายรวมต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อวัน จะลดลงเทียบกับไตรมาสแรก ซึ่งสูงกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อวัน
“
เร็วเกินไปที่จะบอกว่าไตรมาส 2 จะเป็นยังไง อยู่ที่สถานการณ์การเมืองขณะนี้จบเร็วหรือช้า” นายชัย กล่าว






