
เริ่มต้น
วันที่ 30 ก.ย.นี้ อาจเป็นวันสุดท้ายในชีวิตการทำงานของหลายคน เป็นการสิ้นสุดเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
วันที่ 30 ก.ย.นี้ อาจเป็นวันสุดท้ายในชีวิตการทำงานของหลายคน เป็นการสิ้นสุดเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ใช่แล้วค่ะ ผู้เขียนกำลังพูดถึงผู้ที่เกษียณอายุในวันนี้ แต่จะขอขยายรวมไปถึงคนที่เกษียณอายุมาหลายปีแล้ว หรือบรรดา “ว่าที่” อีกจำนวนมากที่จะทยอยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต
หลายคนคงเห็นด้วยกับผู้เขียนนะคะว่า จำนวนผู้สูงอายุในเมืองไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวกลับเป็นไปอย่างช้ามากถึงมากที่สุด
หากดูการเตรียมพร้อมที่เริ่มได้ยินดังมากขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นเรื่องการชะลอการเกษียณอายุ เพื่อให้หนุ่มสาว (เหลือ) น้อย ได้ใช้ประสบการณ์ความรู้ทำงานต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่มีความรู้เฉพาะทาง
เพราะหลายคนคงเคยเห็นนะคะว่า ผู้ใหญ่บางคน โดยเฉพาะพวกที่มีตำแหน่งใหญ่โต แต่พอเกษียณแล้ว ดูเฉาไปเลย แล้วเจ้า “ความเฉาความเหงา” แบบนี้นี่เองค่ะ ที่บั่นทอนชีวิตที่กำลังนับถอยหลังให้น้อยลงอีก ดังนั้นการให้คนที่มีความสามารถ (จริงๆ) ได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญต่อไป น่าจะช่วยทั้งตัวเขาเองและประเทศชาติได้
นอกจากเรื่องการงานสำหรับผู้สูงด้วยวัยและประสบการณ์แล้ว เราคงต้องหา “คนทำงาน” ดูแลผู้สูงวัยที่ต้องการความช่วยเหลือด้วยค่ะ
มาถึงเรื่องนี้ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน? สมัยก่อนคนในครอบครัวคงเป็น “เสาหลัก” ดูแลผู้ใหญ่ของตัวเองได้ แต่สมัยนี้ต้องบอกว่ามีน้อยครอบครัวค่ะที่ทำได้อย่างเต็มที่
เมื่อเป็นอย่างนี้อาจถึงเวลาที่เมืองไทยจำเป็นต้องมี “เนิร์สซิงโฮม” ดูแลหนุ่มน้อยสาวน้อยเหล่านี้กันอย่างจริงจัง เผื่อสำหรับบางคนที่ไม่มีลูกหลานดูแล แต่มีทุนทรัพย์พอที่จะใช้จ่ายในช่วงที่เหลือของชีวิตได้อย่างสบายๆ แล้วก็ควรเตรียมสวัสดิการสำหรับคนยากไร้ด้วยเหมือนกัน
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คงเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก ที่ตอบโจทย์สังคมคนสูงวัย เพราะดูแล้วตอนนี้ ฟุตปาท ขนส่งมวลชน แค่คนธรรมดาใช้บริการก็ลำบากแล้วค่ะ
สุดท้าย ถ้าคิดว่ารัฐคงช่วยเราไม่ได้ดั่งใจ ก็คงต้องเริ่มที่ตัวเองค่ะ เก็บหอมรอมริบกันให้มากขึ้น เผื่อไว้ใช้ยามหลังเกษียณบ้าง แม้เงินอาจจะซื้อบางอย่างไม่ได้ แต่ต้องยอมรับค่ะว่ามีสิ่งจำเป็นหลายอย่างที่ต้องใช้เงินซื้อ







