
มาเลย์ลุยสร้างธุรกิจสีเขียว
จับมือญี่ปุ่นตั้งกองทุน3,000ล้านบาทหนุนใช้พลังงานสะอาดสู่ชาติพัฒนาแล้ว
จับมือญี่ปุ่นตั้งกองทุน3,000ล้านบาทหนุนใช้พลังงานสะอาดสู่ชาติพัฒนาแล้ว
มาเลเซียจับมือญี่ปุ่น จัดตั้งกองทุน 3,100 ล้านบาท ส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือก พัฒนาธุรกิจสีเขียว
นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ประกาศเปิดตัวกองทุนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาการใช้พลังงานทดแทนของธุรกิจ ซึ่งรวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในประเทศเป็นวงเงินสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,100 ล้านบาท) ร่วมกับบริษัท เอเชียน เอนเนอร์ยี อินเวสเมนต์ ของญี่ปุ่น โดยมุ่งเป้ายกระดับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศสู่ธุรกิจสีเขียวโดยเฉพาะ
ภายใต้แผนการของกองทุนดังกล่าว ปุตรา อีโค เวนเจอร์ บริษัทจัดการกองทุนของมาเลเซียจะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานในการบริหารกองทุนนี้ โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมให้มาเลเซียมีการพัฒนาศักยภาพด้านพลังงานอย่างยั่งยืน และในอนาคตมาเลเซียจะกลายเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาเลเซียต่อไปในอนาคต
“กองทุนนี้ถือเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ ในการดึงและจัดเก็บพลังงานทางเลือกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานลม พลังงานคลื่น และพลังงานแสงอาทิตย์” ผู้นำมาเลเซีย ระบุ
ด้านสภาที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมโลกของมาเลเซีย แสดงความเห็นว่า กองทุนดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของมาเลเซีย หากต้องการยกระดับสู่ประเทศพัฒนาแล้ว
สอดคล้องกับความเห็นของ เจอร์รี ฮัลติน ที่ปรึกษาอาวุโสของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กของสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมโลก มองว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ จำเป็นต้องลงทุนด้านพลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและกระตุ้นขีดความสามารถของธุรกิจให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย
วันเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซีย เปิดเผยว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีโดยเฉพาะภาคบริการ อุตสาหกรรมและก่อสร้าง มีส่วนช่วยกระตุ้นผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นแตะระดับ 32.7% คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.05 แสนล้านริงกิตเมื่อปี 2012 ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 32.5% ที่ 2.88 แสนล้านริงกิตเมื่อปี 2011 สะท้อนให้เห็นว่าเอสเอ็มอีถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของมาเลเซีย







