
ความผิดมหันต์ 6 กระทงของนักลงทุน (หุ้น)
ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นขยับขึ้นลงวันหนึ่งๆ หลายจุดเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นแก๊ง 4 โมงเย็น หรือจากการพลิกล็อกของเฟดที่ไม่ลดวงเงิน QE อย่างที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดไว้ เมื่อหุ้นผันผวนมากอย่างนี้ ผมเองก็กลัวว่าหลายคนที่เคยติดดอยตอนหุ้นขึ้นไปที่ 1,600 กว่าๆ จะกลับไปติดดอยเพิ่มอีก ก็เลยขอเอาบทความเรื่อง “ความผิดมหันต์ 6 กระทงของนักลงทุน” ในเว็บ (ต้องขอโทษด้วยครับ จำไม่ได้จริงๆ ว่าจากเว็บไหน) เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเป็นข้อคิดสะกิดใจให้กับนักลงทุน เพื่อ “อย่าให้เรากระทำผิดซ้ำสอง”
ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นขยับขึ้นลงวันหนึ่งๆ หลายจุดเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นแก๊ง 4 โมงเย็น หรือจากการพลิกล็อกของเฟดที่ไม่ลดวงเงิน QE อย่างที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดไว้ เมื่อหุ้นผันผวนมากอย่างนี้ ผมเองก็กลัวว่าหลายคนที่เคยติดดอยตอนหุ้นขึ้นไปที่ 1,600 กว่าๆ จะกลับไปติดดอยเพิ่มอีก ก็เลยขอเอาบทความเรื่อง “ความผิดมหันต์ 6 กระทงของนักลงทุน” ในเว็บ (ต้องขอโทษด้วยครับ จำไม่ได้จริงๆ ว่าจากเว็บไหน) เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเป็นข้อคิดสะกิดใจให้กับนักลงทุน เพื่อ “อย่าให้เรากระทำผิดซ้ำสอง”
“ความผิดมหันต์ 6 กระทงของนักลงทุน” มีดังนี้ครับ
1.Chasing Performance “ซื้อตามหุ้นแรง” นักลงทุนหลายๆ คนซื้อหุ้นตอนอยู่ยอดดอย หลังจากที่มันขึ้นไม่หยุด สังเกตได้จากปริมาณซื้อขายหุ้นที่มักจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อดัชนีปรับตัวสูงขึ้น
2.Misunderstanding Risk “มีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับความเสี่ยง” นักลงทุนบางท่านเลือกลงทุนแบบ “รวยหรือหมดตัวไปเลย” และเรียกตัวเองว่าเป็นคนชอบความเสี่ยง
ในความเป็นจริงแล้ว “การบริหารความเสี่ยงที่ยอมรับได้” นั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ มันสามารถพัฒนาได้ด้วยความรู้ ประสบการณ์ และการฝึกฝน ซึ่งต้องฝึกฝนมากๆ ด้วย ผมอยากให้นักลงทุนฝึกและทำความเข้าใจกับการบริหารความเสี่ยงมากๆ
เรื่องตลกคือนักลงทุนเป็นจำนวนมากไม่รู้สึกว่าหุ้นหรือกองทุนที่เป็นกระทิงวิ่งไม่หยุดนั้นมีความเสี่ยงมากต่อการสูญเสีย
การรับความเสี่ยงมากนั้น หมายถึง การที่เราอาจจะหกล้มหัวฟาดพื้นได้ ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัดที่สุด ก็คือ กรณี JP Morgan Chase ที่เพิ่งขาดทุนกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 6 สัปดาห์จากการลงทุนในตราสารอนุพันธ์
3.Loss Aversion “ไม่ยอมเสีย (น้อย)” นักจิตวิทยาผู้ที่ทำการตรวจวัดเรื่องนี้ พบว่าคนทั่วไปไม่ชอบเสียเงิน เราจะรู้สึกเจ็บปวดกับการขาดทุน 1 บาท มากกว่าความยินดีจากการทำกำไร 1 บาท ความเจ็บปวดนั้นเทียบได้เป็นมากกว่าสองเท่าของความยินดี
ดังนั้น นักลงทุนจำนวนมากยอมเสี่ยงกับการสูญเสียมากขึ้น เพื่อจะมีโอกาสเท่าทุนหรือกำไรนิดหน่อยในภายหลัง ซึ่งเป็นแนวคิดกลับตาลปัตรกับที่เราควรจะทำ เราควรจะเสี่ยงกับผลกำไรที่จะเพิ่มขึ้น (เช่น ไม่ยอมขายเมื่อหุ้นเป็นกระทิง) ไม่ใช่เสี่ยงเพื่อบรรเทาการสูญเสีย (ไม่ยอมขายเมื่อหุ้นปักหัวลง และเราขาดทุนเล็กน้อย) ความคิดเช่นนี้จะทำให้เราไม่ยอมขายหุ้นที่ขาดทุนถึงแม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลมากกว่า
4.Trading Too Much. “ซื้อขายมากเกินเหตุ” สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เด่นชัดมาก เนื่องด้วยการซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตโดยนักเก็งกำไรวันต่อวัน การซื้อขายมากทำให้กำไรหด ศาสตราจารย์ Terrance Odean จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ได้ศึกษาและแสดงให้เห็นจากการสำรวจบัญชี 1.5 แสนบัญชีจากโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง จากนั้นท่านได้แยกนักลงทุนแบ่งเป็น 5 กลุ่มจากพฤติกรรมการซื้อขายของแต่ละบัญชี ผลปรากฏว่ากลุ่มที่มีการซื้อขายมากที่สุดได้รับผลตอบแทนน้อยกว่ากลุ่มที่มีการซื้อขายน้อยที่สุดถึง 7% และจากรายงาน “การสำรวจพฤติกรรมของนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่เน้นการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2553 พบว่า นักลงทุนที่มีการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตที่ได้รับผลสำเร็จหรือมีกำไร มักมีการซื้อขายไม่บ่อยครั้ง
5.Ignoring Expenses with Mutal Funds. “ไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายเนื่องด้วยการบริหารกองทุน”
ค่าใช้จ่ายของกองทุน แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ลงทุน เช่น ค่าธรรมเนียมขายและค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน ซึ่งคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอยู่แล้ว หลายบริษัทจัดการจึงคิดค่าใช้จ่ายประเภทนี้ไม่สูง แต่ค่าใช้จ่ายที่เก็บจากกองทุน เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมนายทะเบียนค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ ฯลฯ เป็นค่าใช้จ่ายที่หลายคนมองข้าม แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่กระทบผลตอบแทนของเรามากที่สุด เราจึงควรต้องศึกษาค่าใช้จ่ายของแต่ละกองทุนให้ดีก่อนการลงทุน
6.Buying on Tips/Not Researching Investments. “ซื้อหุ้นตามข่าว/ไม่วิเคราะห์การลงทุน” ความผิดสองกระทงนี้ใกล้เคียงกันและไปด้วยกัน อย่าซื้อถ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น และจากรายงาน “การสำรวจพฤติกรรมของนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่เน้นการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2553 เช่นกัน พบว่า นักลงทุนที่มีการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตที่ได้รับผลสำเร็จหรือมีกำไร มักมีการติดตามบทวิเคราะห์เป็นประจำทุกวัน และใช้เทคนิคประกอบการตัดสินใจ







