posttoday
Yield Curve ลดลง หลังเฟดคงมาตรการคิวอี

Yield Curve ลดลง หลังเฟดคงมาตรการคิวอี

24 กันยายน 2556

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (16-20 ก.ย. 2556) มีมูลค่ารวม 490,543 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 98,109 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 34%

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (16-20 ก.ย. 2556) มีมูลค่ารวม 490,543 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 98,109 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 34%

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 66% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 322,390 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 122,753 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,315 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาลรุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือ รุ่น LB196A (อายุ 5.7 ปี) LB176A (อายุ 3.7 ปี) และ LB236A (อายุ 9.7 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 32,503 ล้านบาท 21,341 ล้านบาท และ 17,277 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB13O08A (อายุ 14 วัน) CB14116A (อายุ 118 วัน) และ CB13D19B (อายุ 91 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 39,936 ล้านบาท 28,489 ล้านบาท และ 28,440 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. รุ่น PTTC13OB (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 466 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT13OA (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 416 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT13DA (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 263 ล้านบาท

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น โดยเฉพาะในตราสารระยะยาวอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ในช่วงประมาณ 9 ถึง 36 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ตามทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย

ในช่วงต้นสัปดาห์ตลาดได้รับแรงหนุนจากประเด็นการประกาศถอนตัวของลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส จากการเสนอชื่อเพื่อชิงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่แทนเบน เบอร์แนนคี ที่กำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในต้นปีหน้า ส่งผลให้ตลาดมีมุมมองในเชิงบวกต่อทิศทางมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และคาดการณ์ว่า Fed อาจจะลดขนาดวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรในระดับที่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ภายหลังแถลงการณ์ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ในช่วงกลางสัปดาห์ที่มีมติคงขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ (QE) ที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน มีผลทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าทั้งในส่วนของตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยค่อนข้างมาก ส่งผลให้ Yield ของพันธบัตรปรับตัวลดลง (ราคาเพิ่มสูงขึ้น) และทำให้บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 65,745 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 18,022 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 47,723 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดขายสุทธิ 38 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท