
แจ็กผู้ฆ่ายัก "มอนสเตอร์ ทรี" พลิกธุรกิจตามโอกาสทำเงิน
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หลายรายมักหลงลืมกลยุทธ์ ฮิตแอนด์รัน
โดย...วิศวัส ปัญญาวงศ์สถาพร
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หลายรายมักหลงลืมกลยุทธ์ ฮิตแอนด์รัน หรือภาษาไทยว่ากลยุทธ์กองโจรที่ทำให้ตัวเองได้เปรียบคู่แข่งยักษ์ใหญ่เดินช้าและอุ้ยอ้าย กลยุทธ์กองโจรคือการนำพาองค์กรเคลื่อนเข้าออกธุรกิจอย่างรวดเร็วเพื่อตักตวงประโยชน์สูงสุดในช่วงเวลาหนึ่งๆ และพร้อมจะไสช้างหลบฉากเมื่อเห็นว่าตลาดเริ่มลดความต้องการหรือมีคู่แข่งเข้ามาแบ่งเค้กมากเกินไป
จอช สโกลนิก ผู้ประกอบการหนุ่มอัจฉริยะวัย 29 ปี เข้าใจกลยุทธ์นี้เป็นอย่างดี ธุรกิจของเขาจึง “เปลี่ยน” ได้เร็วเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสี “มอนสเตอร์ ทรี เซอร์วิส” เป็นธุรกิจล่าสุดที่หนุ่มมะกันลงแรงมาแล้ว 5 ปี ด้วยคอนเซปต์ “อยู่ระหว่างขายักษ์” ด้วยการให้บริการโค่นหรือย้ายต้นไม้อันเป็นเซอร์วิสที่บริษัทรายใหญ่อย่าง บาร์ตเล็ตต์ ทรี เอกซ์เบิร์ต หรือ เซฟ อะ ทรี มองข้าม ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จทำกำไรให้กับสโกลนิกมากกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 62 ล้านบาท) โดยแบ่งเค้กให้คู่แข่งอื่นน้อยมาก
เส้นทางการเติบโตแบบ “กองโจร” ของสโกลนิกเริ่มจากไอเดียธุรกิจที่ผุดขึ้นสมัยเด็ก โดยธรรมชาติของเด็กฝรั่งมักได้รับการว่าจ้างจากเพื่อนบ้านให้ตัดหญ้ากันบ่อยๆ ตัดไปตัดมาเจ้าตัวเห็นว่าธุรกิจนี้ไปได้สวยแท้ จึงตัดสินใจไม่ศึกษาต่อมหาวิทยาลัย แล้วหันมาจ้างคนงาน 3 คน เพื่อช่วยรับจ้างตัดหญ้าลูกค้ากว่า 110 รายทั่วอาณาเขตฟอร์ต วอชิงตัน ทางตอนเหนือของเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ผลปรากฏว่าธุรกิจนี้ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ จนสามารถซื้อบ้านหลังแรกมูลค่ากว่า 1.6 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 ล้านบาท) ได้เมื่ออายุ 18 ปีเท่านั้น
ทว่า แม้จะทำรายได้อย่างงาม หนุ่มรายนี้ก็ไม่หยุดอยู่ที่เดิม และฉุกคิดตั้งคำถามถึงอนาคตในวันข้างหน้า ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจว่า
“ชีวิตนี้จะตัดหญ้าไปทั้งชีวิตหรือ”
เมื่อคิดถึงหนทางในอนาคตแล้ว สโกลนิกจึงพกลูกฮึดลงทุนเข้าคอร์สเรียนออกแบบภูมิทัศน์ภายนอกของโรงเรียนฝึกอาชีพใกล้ๆ ความรู้สดใหม่ทำให้เขาสามารถเพิ่มไลน์บริการเป็นการปรับภูมิทัศน์รอบบ้าน เช่น การเพิ่มลานบ้าน การสร้างทางเดินกับสระน้ำให้เหมาะเจาะกับน้ำตกจำลองอันใหม่ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าการตัดหญ้าเปล่าๆ จนทำให้สามารถขยายกิจการด้วยการเทกโอเวอร์ธุรกิจออกแบบภูมิทัศน์ของเจ้าอื่นมาเสริมความแกร่งทัพตัวเอง
จุดเปลี่ยนต่อมาเกิดเมื่อสโกลนิกผ่านประสบการณ์บริหารงานได้สักพัก จึงมองออกว่าส่วนไหนของบริษัททำกำไรและส่วนไหนที่ควรตัดทิ้ง ในปี 2007 เขาตัดสินใจขายธุรกิจปรับภูมิทัศน์ส่วนใหญ่ทิ้ง นำเงินเข้ากระเป๋ากว่า 7 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 ล้านบาท) และคงบริการปรับหน้าดินซึ่งดูมีอนาคตไกลที่สุดเพียงอย่างเดียว โดยลงทุนจ้างคนงานเพิ่มเป็น 12 คน และซื้อรถแบ็กโฮกว่า 7 คันมาให้บริการ
การลงทุนใหม่มีความเสี่ยง แต่ผลตอบแทนก็กลับคุ้มมหาคุ้ม เมื่อบริการปรับพื้นที่เป็นบริการที่ไม่ค่อยมีใครทำนัก ทำให้ฐานลูกค้าของสโกลนิกขยายออกไปถึงรัฐข้างเคียงจนธุรกิจอู้ฟู่มีกำไรกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32 ล้านบาท) ต่อปี สิ่งที่ดีที่สุดของธุรกิจนี้คือเป็นธุรกิจแบบที่พีกเฉพาะฤดูร้อนให้ช่วงเวลาอื่นของปี จนเจ้าตัวมีเวลาลอยชายออกไปตกปลาได้อย่างสบายใจ
แต่ความเป็นผู้ประกอบการใจถึงของสโกลนิกก็ทำให้เขาไม่เคยหยุดนิ่ง แม้ธุรกิจเดิมจะดีอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นช่องว่างว่าบรรดาผู้เล่นรายใหญ่ต่างเกี่ยงงอนไม่บริการรื้อโค่นต้นไม้ใหญ่ ซึ่งอาจทำกำไรให้บริษัทได้มากกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นบาท) ต่อโปรเจกต์ สโกลนิกจึงนำไปสู่การตั้งบริษัท “มอนสเตอร์ ทรี เซอร์วิส” ผู้ให้บริการรื้อโค่นต้นไม้ใหญ่ในปัจจุบัน โดยมีคอนเซปต์เท่ๆ “เล็กหรือใหญ่ พี่จัดให้!”
ภายในปีแรก ธุรกิจของหนุ่มไฮเปอร์ดังเป็นพลุแตก โดยทำกำไรกว่า 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 49 ล้านบาท) และโตขึ้นต่อเนื่องทุกๆ ปี
ทั้งหมดเป็นบทพิสูจน์ว่าธุรกิจที่กล้าปรับตัว คือธุรกิจที่จะอยู่รอดในโลกอนาคต







