posttoday
ธปท.จี้เอสเอ็มอีแบงก์ปรับการปล่อยกู้แก้ทุจริต

ธปท.จี้เอสเอ็มอีแบงก์ปรับการปล่อยกู้แก้ทุจริต

23 กันยายน 2556

ธปท.จี้เอสเอ็มอีแบงก์ ปรับกระบวนการปล่อยกู้ด่วน หลังผลสอบล่าสุดพบทุจริตสารพัด

ธปท.จี้เอสเอ็มอีแบงก์ ปรับกระบวนการปล่อยกู้ด่วน หลังผลสอบล่าสุดพบทุจริตสารพัด

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุถึงผลตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2556 โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ ขอให้เอสเอ็มอีแบงก์เร่งปรับกระบวนการอนุมัติสินเชื่อโดยด่วน เพราะมีส่วนสำคัญที่ทำให้แบงก์เสียหาย โดยเสนอให้ธนาคารนำวงเงินสินเชื่อเก่าและใหม่มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อดูถึงภาพรวมสินเชื่อที่ลูกหนี้แต่ละรายควรได้รับอนุมัติ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารใช้วิธีพิจารณาแยกกัน คือ มีการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยที่ไม่คิดวงเงินสินเชื่อเดิม กลายเป็นช่องทางในการเอื้อประโยชน์ในการปล่อยกู้ให้ลูกค้าบางราย เช่น กรณีของการปล่อยกู้ในโครงการแฟกตอริง ที่พบว่ามีการปล่อยกู้ให้ลูกหนี้กลุ่มนี้ประกอบธุรกิจตัวแทนจำหน่ายน้ำมันดีเซล (Jobber) รายหนึ่ง ซึ่งมีข้อมูลว่าลูกหนี้กลุ่มนี้มีคนคนเดียวกันที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในการลงนาม ในช่วงระหว่างปี 25532555 แยกได้เป็น 2 กรณี คือ 5 บริษัทแรก ซึ่งภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อกรรมการที่มีอำนาจลงนามได้เอาตั๋วน้ำมัน หรือใบอินวอยซ์มาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับธนาคาร ภายหลังธนาคารเรียกเก็บหนี้ไม่ได้ ส่งผลให้ธนาคารได้รับความเสียหายกว่า 120 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารปล่อยให้คดีหมดอายุความ

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวยังสามารถนำตั๋วน้ำมันของบริษัทใหม่อีก 6 แห่งเข้ามาขอสินเชื่อ ซึ่งตรวจพบว่ามีรายชื่อคนคนเดิมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และธนาคารก็ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้ได้อีกจนทำให้ธนาคารได้รับความเสียหายราว 29.7 ล้านบาท

ขณะที่รายงานข่าวจากเอสเอ็มอีแบงก์ ตั้งข้อสังเกตว่า ลูกหนี้รายดังกล่าวที่ทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย กลับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบของเอสเอ็มอีแบงก์ เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2554 โดยประธานกรรมการคนปัจจุบันเป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง เห็นได้ชัดเจนว่า มีการปล่อยกู้อย่างหละหลวมซึ่งจึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานโดยเร็ว

นอกจากนี้รายงานผลสอบของ ธปท. ยังระบุถึงกรณี การใช้อำนาจของอดีตกรรมการผู้จัดการคนเก่าของเอสเอ็มอีแบงก์ในการอนุมัติจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากเป็นกรณีพิเศษให้กับ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ที่มีข้อตกลงในการนำเงินมาฝากกับธนาคารในช่วงปี 25532554 โดยก้อนแรกนำมาเงินฝาก 1,000 ล้านบาท ทยอยฝากคราวละ 100 ล้านบาท 400 ล้านบาท และ 500 ล้านบาท มีประเด็นที่น่าสงสัยคือการขอให้จ่ายดอกเบี้ ณ วันที่เอาเงินมาฝากทันที และมีการออกเช็คเป็น 2 ใบ ใบแรกเป็นดอกเบี้ยที่จ่ายปกติ ส่วนใบที่ 2 จ่ายดอกเบี้ยพิเศษในอัตรา 0.187 % คิดเป็นเงิน 1.68 ล้านบาท

หลังจากนั้น สกย. มีการนำเงินมาฝากเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท ซึ่งทางธนาคารยังจ่ายดอกเบี้ยในรูปของเช็ค 2 ใบ ซึ่งกรณีนี้พบว่าส่วนของดอกเบี้ยพิเศษมีมูลค่า 1.2 ล้านบาท ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตุเรื่องการแตก

เช็คดอกเบี้ยเป็น 2 ใบ และใบที่สองไม่ขีดฆ่าตัวผู้ถือ จนเมื่อธนาคารได้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จและสอบถามเรื่องเช็คไปยัง สกย. ได้รับแจ้งว่า สกย. ได้รับเช็คเฉพาะใบแรกเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้ส่ง

เรื่องนี้ให้ตำรวจตรวจสอบชื่อของคนที่มารับเช็คใบที่ 2 ว่าเป็นใคร มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่่างไรอยู่

รายงาน ธปท. ยังได้ตั้งข้อสังเกตุเพิ่มเติมเรื่องการปล่อยสินเชื่อในโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity Improvement Loan) ที่เอสเอ็มอีแบงก์มีการปล่อยกู้ระยะที่ 1 จนเต็มวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทแรกแล้ว แต่พบว่าเป็นการปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องเป็นทุนหมุนเวียนทั้งหมด โดยที่ยังไม่พบการอนุมัติปล่อยกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรนำมาพัฒนาผลิตภาพตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ประการหนึ่งด้วย จึงเสนอแนะให้ธนาคารจัดสัดส่วนการปล่อยกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์