posttoday
ช่วงชีวิตเปลี่ยน แผนการเงินเปลี่ยน

ช่วงชีวิตเปลี่ยน แผนการเงินเปลี่ยน

22 กันยายน 2556

เป็นธรรมดาที่ เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน... แล้วนับประสาอะไรกับ “แผนการเงิน” ก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะเมื่อ “สถานภาพเปลี่ยน”

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]

เป็นธรรมดาที่ เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน... แล้วนับประสาอะไรกับ “แผนการเงิน” ก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะเมื่อ “สถานภาพเปลี่ยน” เพราะในแต่ละช่วงชีวิตมีสิ่งที่ต้องคิด มีเรื่องที่ให้ความสำคัญ และมีเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน

อดัม เชลล์ เขียนไว้ใน USA TODAY ว่า ในยุคนี้คนที่ประสบความสำเร็จในการวางแผนการเงิน จะวางแผนโดยคิดถึง “ช่วงอายุ” เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องวางแผนโดยคิดถึง “ช่วงชีวิต” ควบคู่กันไปด้วย เพราะชีวิตยุคนี้ซับซ้อนขึ้นมาก

คนส่วนใหญ่ไม่ได้แต่งงานและมีลูกในช่วงอายุ 20 ปีอีกแล้ว แต่กว่าจะแต่งงานและมีลูกก็ปาเข้าไป 30 กว่าๆ แล้ว

หลายคนไม่สามารถซื้อรถคันแรกได้ในช่วงอายุ 20 ปี ไม่สามารถซื้อบ้านได้ในช่วงอายุ 30 ปี และที่สำคัญยังเกษียณไม่ได้แม้จะอายุ 60 ปีแล้ว

และหลังจากตามหาแนวทางวางแผนการเงินตามช่วงชีวิต ก็ไปเจอแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ในเว็บไซต์ completefinancialplanning.net ซึ่งแบ่งช่วงชีวิตออกเป็น 5 ช่วง ซึ่งบางช่วงชีวิตจะมีช่วงอายุที่คาบเกี่ยวกัน

โสดใสและยังวัยรุ่น

ช่วงชีวิตที่แสนจะสดใสนี้จะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 1829 ปี โดยเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว (แต่สำหรับคนไทย ช่วงชีวิตนี้น่าจะต้องเริ่มนับหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยถึงจะดูสมจริงมากกว่า)

แม้จะเป็นช่วงเริ่มทำงานที่มีรายได้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นช่วงชีวิตนี้ยังไม่มีภาระทางการเงินมากนักเช่นกัน โดยที่เงินส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับ “เรื่องส่วนตัว” และใช้จ่ายเพื่อความสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อน

ประเด็นทางการเงินที่จะต้องวางแผนสำหรับช่วงชีวิตนี้ ได้แก่

ค่าเช่าบ้าน เพราะในช่วงชีวิตนี้ยังไม่พร้อมที่จะซื้อบ้านหลังแรกในชีวิตได้ แต่ก็แยกออกมาอยู่ตามลำพังแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องคิดถึงเรื่องค่าเช่าที่อยู่อาศัย

ค่าใช้จ่ายประจำต่างๆ เช่น ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ตั้งแต่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และค่าอินเทอร์เน็ต

ค่าใช้จ่ายเพื่อ “ไลฟ์สไตล์” ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ที่เลือก หากต้องหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม ดื่มกาแฟยี่ห้อดัง ก็ต้องเตรียมเงินส่วนนี้ไว้มากหน่อย

ออมเงินเพื่อดาวน์บ้าน (หรือดาวน์รถยนต์) และเพื่อการท่องเที่ยว

ออมเงินเพื่อการศึกษาต่อ เพราะถ้าคิดจะ “ต่อโท” ต้องใช้เงินหลักแสน

ไม่พึ่งพิงคนอื่น ไม่เป็นหนี้

เริ่มออมเงินเพื่ออนาคต ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่า ยังเร็วเกินไปที่จะคิดถึงอนาคต เพราะแค่เอาชีวิตให้รอดในแต่ละวันก็จะแย่แล้ว (ก็จริง) แต่อย่างน้อยๆ ก็น่าจะเริ่มเก็บเล็กผสมน้อยเอาไว้บ้าง เผื่อเอาไว้ในเวลาที่ขัดสนจริงๆ จะได้ไม่ต้องพึ่งพิงคนอื่น

โสดรุ่นใหญ่ไม่มีลูก

ถ้าเทียบกับช่วงชีวิตอื่นๆ แล้ว ช่วงชีวิตนี้น่าจะเป็นช่วงชีวิตที่ “สุขสบาย” ที่สุด เพราะมีรายได้มากขึ้น ฐานะการเงินมั่นคงมากขึ้น แต่ไม่มี (หรือยังไม่มี) ลูกให้ดูแล เพราะเป็นโสด หรือแต่งงานแล้วแต่ไม่มีลูก โดยช่วงชีวิตนี้มักจะเริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป

เมื่อไม่มีภาระเรื่องลูกทำให้คนช่วงชีวิตนี้สามารถใช้จ่ายเงินได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็มักจะหมดไปกับการดูแลตัวเองและการท่องเที่ยว แต่ด้วยรายได้ที่มากขึ้นทำให้สามารถเก็บออมและลงทุนเพื่ออนาคตได้มากขึ้นด้วย

ประเด็นทางการเงินที่จะต้องวางแผนสำหรับช่วงชีวิตนี้ ได้แก่

การผ่อนบ้าน เพราะช่วงชีวิตนี้เริ่มมีบ้านเป็นของตัวเอง โดยส่วนใหญ่น่าจะเป็น “ซื้อเงินผ่อน” ซึ่งหากเลือกซื้อบ้านที่ขนาดพอเหมาะกับฐานะการเงินก็จะทำให้การผ่อนบ้านเป็นเรื่องสบายๆ แต่หากเลือกซื้อบ้านที่มูลค่าสูงเกินกำลังก็อาจจะสร้างปัญหาทางการเงินได้ในอนาคต

ซื้อรถคันใหม่ เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในช่วงชีวิตนี้ โดยเฉพาะคุณผู้ชายที่เมื่อมีรายได้มากขึ้น ฐานะทางสังคมสูงขึ้นก็จะมองหา “สัญลักษณ์ทางสังคม” ที่สูงขึ้น ซึ่งก็มักจะเป็นรถยนต์คันใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม และแพงกว่าเดิม

การออมเพื่อวัยเกษียณ คงไม่มีช่วงชีวิตไหนที่พร้อมสำหรับการออมเพื่อการเกษียณมากไปกว่านี้แล้ว โดยเฉพาะคนที่คิดว่าจะรักษาความโสดไปตลอดชีวิต ยิ่งจำเป็นต้องเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณมากกว่าคนที่มีลูกให้พึ่งพิง

ค่าใช้จ่ายประจำ และค่าใช้จ่ายเพื่อ “ไลฟ์สไตล์” เพราะแม้ว่าจะมีรายได้มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีรายจ่ายมากขึ้นตามด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังและวางแผนการใช้จ่ายให้ดี

การลงทุน ในช่วงชีวิตนี้น่าจะมี “เงินเหลือ” และมีกำลังมากพอที่จะเริ่มต้นลงทุน เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้โอกาสการลงทุนหลุดมือไป ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น กองทุนรวม หรือจะลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการลงทุนทำธุรกิจ

ทำประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระทางการเงินเมื่อเจ็บป่วยรุนแรง

ลดภาระหนี้ ถ้าเคยก่อหนี้เอาไว้ตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน ก็ต้องวางแผนเพื่อการปลดหนี้ให้ได้ โดยเฉพาะหนี้ที่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต หรือหนี้เพื่อการบริโภค

คุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อน

ช่วงชีวิตนี้สามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 2545 ปี ขึ้นอยู่กับว่ามีลูกคนแรกตั้งแต่ตอนไหน โดยที่ช่วงชีวิตนี้จะเป็นช่วงชีวิตที่วุ่นวายแต่มีความสุข เพราะ “เจ้าตัวเล็ก” แต่ก็เป็นช่วงชีวิตที่ต้องใช้เงินเพื่อลูกมากที่สุด

ประเด็นทางการเงินที่จะต้องวางแผนสำหรับช่วงชีวิตนี้ ได้แก่

การผ่อนบ้าน เพราะถ้าก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะมีบ้านเป็นของตัวเอง หรือเลือกที่จะซื้อคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง (ที่ห้องขนาดจิ๋วหลิว) การมีลูกอ่อนก็น่าจะทำให้ต้องคิดถึงการมีบ้านที่มีบริเวณมากขึ้น

ค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเพื่อลูกที่เพิ่มขึ้นมา เพราะตั้งแต่เริ่มค่าใช้จ่ายในการคลอด ค่านม ค่าผ้าอ้อม ค่าเสื้อผ้า ค่าของเล่น ค่าขนม และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหากวางแผนการเงินไม่ดีพอก็อาจจะทำให้ใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น

การศึกษาบุตร ถ้าพ่อแม่ต้องไปจองโรงเรียนไว้ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง พ่อแม่ก็ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเอาไว้ด้วย เพราะค่าเทอมสมัยนี้ไม่ใช่น้อยๆ เลย นอกจากนี้ ยังต้องมีค่าเรียนพิเศษ เพื่อเพิ่มทักษะด้านอื่นๆ ให้ลูกอีกด้วย

การลงทุนและออมเพื่อวัยเกษียณ แม้ว่าการมีลูกจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ก็อย่าหยุดลงทุน และแม้ว่าการมีลูกจะทำให้เบาใจว่า แก่แล้วจะมีคนเลี้ยง แต่ก็อย่าประมาทจนละเลยการออมเพื่อวัยเกษียณ

ทำประกันชีวิต โดยเฉพาะคนที่เป็นกำลังหลักในการหารายได้ เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันลูกๆ ก็จะยังมีทุนการศึกษาจากประกันชีวิตของพ่อแม่

ครอบครัวลูกวัยรุ่น

ช่วงชีวิตนี้น่าจะอยู่ในช่วงอายุ 3555 ปี โดยที่ลูกๆ เข้าสู่วัยรุ่นกันหมดแล้ว ทำให้พ่อแม่มีเวลาว่างมากขึ้น แต่ยังคงมีค่าใช้จ่ายเพื่อลูกรออยู่

ประเด็นทางการเงินที่จะต้องวางแผนสำหรับช่วงชีวิตนี้ ได้แก่

การผ่อนบ้าน ที่ยังต้องเดินหน้าผ่อนต่อไป แต่หลายๆ ครอบครัวอาจจะเริ่มคิดถึง “บ้านหลังใหม่” เพราะเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น เริ่มต้องการ “พื้นที่ส่วนตัว” มากขึ้น เพราะฉะนั้นบ้านหลังน้อยก็อาจจะไม่เล็กเกินไปแล้ว หรือต้องมีการปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม และอาจจะมากขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้นของลูก อย่างไรก็ตาม บางครอบครัวอาจจะให้ลูกวัยรุ่นทำงานพิเศษ เพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเขาเองได้บ้าง

การศึกษาบุตร เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายอื่น คือ มักจะเพิ่มขึ้นตามวัยของลูก

การลงทุนและออมเพื่อวัยเกษียณ รวมทั้งการทำประกันชีวิต ยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ที่ต้องเริ่มกลับมาให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น คือ ประกันสุขภาพและค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ เพราะในวัยนี้สุขภาพเริ่มร่วงโรยลงไปบ้างแล้ว

เข้าใกล้วัยเกษียณ

เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี และลูกๆ แยกบ้านออกไปแล้ว หรือลูกๆ มีครอบครัวไปแล้ว ก็เรียกว่า เข้าสู่ช่วงชีวิตที่เข้าใกล้วัยเกษียณเต็มที แต่ยังคงเป็นวัยที่สามารถทำงานหารายได้ได้อยู่ แต่มีภาระรับผิดชอบน้อยลงแล้ว

ประเด็นทางการเงินที่จะต้องวางแผนสำหรับช่วงชีวิตนี้ ได้แก่

บ้านใหม่ที่ขนาดเล็กลง เพราะลูกๆ ย้ายออกไปหมดแล้ว บ้านหลังใหญ่จึงว่างเปล่า และสำหรับคนที่เตรียมเงินสำหรับเกษียณไว้ไม่มากพอ การขายบ้านหลังใหญ่และย้ายไปอยู่บ้างหลังเล็กลงอาจจะทำให้มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในวัยเกษียณมากขึ้น

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั่วๆ ไปน่าจะลดลงแล้ว แต่มีค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นมาแทน

การออมเพื่อวัยเกษียณ แม้จะใกล้เกษียณเต็มทีแล้ว แต่ในวัยนี้ยังคงเหลือเวลาอีกเล็กน้อยที่พอจะออมเพิ่มได้

แม้ว่า ในช่วงชีวิตเดียวกันจะมี “ประเด็นทางการเงินที่จะต้องวางแผน” แบบเดียวกัน แต่ละคน แต่ละครอบครัว มีความแตกต่างกันทำให้แผนการเงินแตกต่างกันออกไปบ้าง เพราะชีวิตจริงซับซ้อนกว่านี้มาก!

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี