posttoday
เอสเอ็มอีใหม่ เงินทุนไม่หนา ความเสี่ยงสูง

เอสเอ็มอีใหม่ เงินทุนไม่หนา ความเสี่ยงสูง

22 กันยายน 2556

ผลสำรวจชี้เอสเอ็มอีไทยอายุ 110 ปี ความเสี่ยงสูงสุด สายป่านไม่ยาว ความสามารถทำธุรกิจต่ำ

ผลสำรวจชี้เอสเอ็มอีไทยอายุ 1-10 ปี ความเสี่ยงสูงสุด สายป่านไม่ยาว ความสามารถทำธุรกิจต่ำ

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทย ที่เริ่มต้นทำธุรกิจในระยะเวลา 1-10 ปี มีความสามารถในการทำธุรกิจอยู่ในระดับที่ต่ำ และมีแนวโน้มลดลง เพราะมีเครือข่ายธุรกิจน้อย และได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ขณะที่เอสเอ็มอีอายุถึง 1030 ปี ความสามารถในการทำธุรกิจก็ลดลงเช่นกัน

ทั้งนี้ เอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจอายุ 1-10 ปี จะมีปัญหาสภาพคล่องมากที่สุด และมีสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ลดลง ขณะที่เอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจ 30 ปีขึ้นไป ก็ประสบปัญหาสินทรัพย์ทำธุรกิจลดลงด้วย เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งนี้เอสเอ็มอีทุกกลุ่มยังมีปัญหาต้นทุนทำธุรกิจที่สูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้

ดังนั้น หากเปรียบเทียบดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีในไตรมาส 2 พบว่า เอสเอ็มอีอายุ 1-10 ปี มีดัชนีอยู่ที่ 55.7 ลดลงจากไตรมาสแรกที่ดัชนีอยู่ที่ 57.9 เอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจ 1120 ปี ดัชนีอยู่ที่ 59.9 ลดลงจากไตรมาสแรกที่ดัชนีอยู่ที่ 63.8 เอสเอ็มอีอายุ 2130 ปี ดัชนีอยู่ที่ 62.7 ลดลงจากไตรมาสแรกที่มีดัชนี 63 และเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจ 30 ปีขึ้นไป ดัชนีอยู่ที่ 58.6 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกอยู่ที่ 55.2

นางเสาวณีย์ กล่าวต่อว่า เอสเอ็มอีอายุ 1-10 ปี ที่ความสามารถในการทำธุรกิจลดลง ถือเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะผู้ทำธุรกิจใหม่ยังไม่มีความเข้มแข็ง ดังนั้นภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวกับการส่งเสริมเอสเอ็มอี ต้องหาแนวทางและวางนโยบายส่งเสริมให้เอสเอ็มอีรายใหม่มีความแข็งแกร่งทำธุรกิจมากขึ้น ส่วนเอสเอ็มอีที่มีอายุการทำธุรกิจ 30 ปีขึ้นไป มีความสามารถในการแข่งขันและทำธุรกิจสูงขึ้น รวมทั้งยังพร้อมปรับธุรกิจเพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้

“ในระยะยาวภาครัฐและหน่วยงานทุกส่วนต้องดูแลและส่งเสริมการทำธุรกิจเอสเอ็มอีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็งและพร้อมกับทุกปัจจัยเสี่ยงในประเทศให้ได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ให้สามารถทำธุรกิจและอยู่รอดได้ต่อไป” นางเสาวณีย์ กล่าว

สำหรับความยั่งยืนในการทำธุรกิจ พบว่าดัชนีความยั่งยืนทำธุรกิจลดลงทุกด้าน ทั้งการลงทุนพัฒนาธุรกิจและสร้างนวัตกรรมใหม่ การลงทุนเพื่อกิจกรรมให้กับสังคมการลงทุนด้านการตลาด และการมีภูมิคุ้มกันทางธุรกิจที่ดี แต่ทั้งนี้สิ่งที่มีแนวโน้มดีขึ้น คือ หลักการมีความพอประมาณทำธุรกิจ และหลักการมีเหตุผลทำธุรกิจที่ดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า