
รับมือทันสถานการณ์
เดือน ก.ย. เป็นเดือนที่นักธุรกิจจะต้องจดจำไปอีกนาน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้หรือค่าใช้จ่ายในรูปเงินเหรียญสหรัฐ เพราะค่าเงินบาทมีการเปลี่ยนแปลงแรง
เดือน ก.ย. เป็นเดือนที่นักธุรกิจจะต้องจดจำไปอีกนาน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้หรือค่าใช้จ่ายในรูปเงินเหรียญสหรัฐ เพราะค่าเงินบาทมีการเปลี่ยนแปลงแรงและเร็วเหลือเกิน ทำให้การค้าขายมีกำไรขาดทุน อัตราแลกเปลี่ยนก้อนใหญ่เกิดขึ้น สำหรับกิจการที่ปรับตัวไม่ทันกับสถานการณ์ หรือป้องกันความเสี่ยงไม่ดีเพียงพอ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ค่าเงินบาทอ่อนลงอย่างรวดเร็ว และลงไปต่ำสุดที่ 32.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำสถิติอ่อนค่าที่สุดในรอบ 3 ปีครึ่ง นับจากไตรมาสที่ 3 ของปี 2553 และมีการคาดการณ์ถึงโอกาสการอ่อนค่าไปถึง 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้
แต่ค่าเงินกลับทิศทาง เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เงินเหรียญสหรัฐพลิกมาอ่อนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ค่าเงินทั่วเอเชียแข็งผิดปกติ เงินบาทหลุดระดับ 31 บาทไปอย่างง่ายดาย ปิดที่ระดับ 30.96/98 บาท เปรียบเทียบกับปิดวันก่อนหน้าที่ 31.67/69 บาท นับเป็นการแข็งค่าเกือบ 1 บาท คิดเป็นกว่า 2.24% และวันที่ 20 ก.ย. ก็ยังคงแข็งต่อเนื่อง ปิดที่ 30.95/30.96 บาท นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังขนเงินเข้ามาซื้อหุ้นและตราสารหนี้ไทยสุทธิเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ดัชนีหุ้นพุ่งแรงทั่วโลก รวมถึงราคาทองคำและน้ำมันด้วย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังตลาดประหลาดใจกับมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ เรื่องคงปริมาณเงินในการซื้อพันธบัตรหรือคิวอีเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พลิกล็อกจากที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะทยอยปรับลดเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จึงทำให้เงินไหลบ่ากลับเข้าลงทุนในเอเชียอีกระลอก หลังจากไหลออกไปแรงเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล วิเคราะห์ว่าเงินบาทจะแข็งค่าเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น เมื่อตลาดปรับตัวรับคิวอีแล้วสถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น แต่หากอัตราแลกเปลี่ยนยังคงผันผวนจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ธปท.ก็พร้อมจะเข้าไปแทรกแซง
เพราะฉะนั้น ภาคเอกชนสบายใจได้ว่า ธปท.สามารถเอาอยู่กับค่าเงินบาท
แต่เราเห็นว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่จะสร้างความผันผวนให้กับค่าเงินบาท นอกจากความไม่แน่นอนของมาตรการคิวอีว่าจะลดขนาดในปีนี้หรือต้นปีหน้าก็ยังไม่รู้ ปัญหาใหญ่ การขยายเพดานหนี้สหรัฐก็พร้อมจะกดดันได้ทุกเมื่อ รวมถึงผลการเลือกตั้งเยอรมนี หากพรรคของนายกฯ เยอรมนีได้คะแนนเสียงข้างน้อยอาจจะส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลเรื่องเสถียรภาพในยุโรปอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาเยอรมนีเป็นแกนนำสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้ยุโรป
เราจึงขอเรียกร้องให้ ธปท.ตัดสินใจดูแลค่าเงินบาท รวมถึงกระแสเงินทุนไหลเข้าและออกให้ทันต่อสถานการณ์ อย่ามัวแต่รอให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมแล้วถึงจะแก้ไข มิเช่นนั้นจะไม่ทันการณ์ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรใช้ยาแรงเกินไป เดี๋ยวตลาดจะไม่เข้าใจแล้วตีความไปผิดๆ เช่นกัน







