
เจาะตลาดสินค้าเกษตรศักยภาพไทยในอาเซียน
ประเทศสมาชิกในอาเซียนส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นประเทศเกษตรกรรม ผลิตสินค้าเกษตรเป็นสินค้าหลักและมีชนิดของสินค้าที่ใกล้เคียงกัน
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ประเทศสมาชิกในอาเซียนส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นประเทศเกษตรกรรม ผลิตสินค้าเกษตรเป็นสินค้าหลักและมีชนิดของสินค้าที่ใกล้เคียงกัน เพราะอยู่ในภูมิประเทศและภูมิอากาศที่คล้ายกัน เมื่ออาเซียนต้องรวมเป็นหนึ่งสินค้าเหล่านี้จึงหลีกไม่พ้นที่ต้องแข่งขันกัน หรือร่วมมือกันทางธุรกิจเพื่อประโยชน์ทางการต่อรอง ไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมจึงควรรู้ว่า ไทยมีที่ยืนอยู่ในตลาดอาเซียนอย่างไร
บุบผา ภู่ละออ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายพัฒนาการเกษตรชนบท สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงได้ร่วมกับผู้ประกอบการ เกษตรกร และนักวิชาการ วิเคราะห์ศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรที่สำคัญของอาเซียน 20 รายการสำคัญ ว่าสินค้าเกษตรของไทยอยู่ในตำแหน่งไหนของตลาด โดยพิจารณาจากพันธุ์พืช การผลิต การวิจัยและพัฒนา ความน่าสนใจของสินค้า ศักยภาพของผู้ประกอบการและเกษตรกร รวมถึงความต้องการของตลาด
ทั้งนี้ ได้แบ่งศักยภาพสินค้าออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าดาวเด่น สินค้าที่มีอนาคตและสามารถเป็นดาวเด่นได้ สินค้าดาวรุ่งใหม่ สินค้าที่อยู่ในขาลง สินค้าที่มีความไม่แน่นอน และสินค้าที่มีปัญหามาก
ผลการวิเคราะห์พบว่า สินค้าในกลุ่มดาวเด่นของไทยในตลาดอาเซียน คือ สินค้าที่มีความต้องการในตลาดมาก มีความสามารถในการผลิตสูง และคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด ได้แก่ น้ำตาลทราย มังคุด ลำไย สับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรด สุกร โคนมและผลิตภัณฑ์นม โคเนื้อและผลิตภัณฑ์ ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีความสามารถและแนวโน้มตลาดที่ดีอยู่แล้ว ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าว ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม ควรจะรักษาความเป็นดาวเด่นไว้ให้ได้ ด้วยการคงคุณภาพการผลิตและพัฒนาสินค้า เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มสินค้าที่มีอนาคตและสามารถเป็นดาวเด่นได้ ได้แก่ ปลานิล กุ้ง มันสำปะหลัง และกาแฟสำเร็จรูป ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้เป็นสินค้าที่มีความต้องการมากแต่ยังมีปัญหาด้านการผลิตอยู่บ้าง เช่น กุ้ง เจอปัญหาโรคระบาด หรือมันสำปะหลัง มีความต้องการมากทั้งการนำมาทำเป็นพืชอาหารและพืชพลังงาน
สินค้ากลุ่มคลื่นลูกใหม่ ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่มีความต้องการในตลาดมาก แต่กระบวนการผลิตและขีดความสามารถยังน้อย เช่น มะม่วง สับปะรดสด โดยมะม่วงมีปัญหาเรื่องการขนส่ง สินค้าเน่าเสียง่าย แต่มะม่วงไทยเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ขณะที่สับปะรดสดมีปัญหาคล้ายมะม่วงในเรื่องการขนส่งและเน่าเสียง่าย รวมถึงยังไม่มีการส่งเสริม หรือโปรโมตให้มีการกินสับปะรดสดมากนัก หากเทียบกับผลไม้ประเภทอื่นๆ ทั้งๆ ที่เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี ซึ่งสับปะรดสดของไทยก็เป็นที่ต้องการของตลาดอาเซียนเช่นเดียวกัน
สินค้ากลุ่มดาวตก หรือกลุ่มที่ไม่ได้มีตลาดหลักอยู่ในอาเซียน ได้แก่ ยางพารา เพราะขณะนี้ตลาดค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากคู่ค้าอย่างจีนและยุโรปเริ่มลดการสั่งซื้อสินค้าจากไทย ส่วนสินค้าไก่เนื้อ ทุเรียน และไข่ไก่ เป็นกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้ส่งออกไปตลาดอาเซียนมากนัก ส่วนใหญ่มีตลาดหลักอยู่ที่ญี่ปุ่นและจีน ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องมุ่งเน้นเปิดตลาดในอาเซียนเพิ่มขึ้น เพื่อให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคในอาเซียนมากขึ้นกว่าปัจจุบัน
สินค้ากลุ่มที่มีความไม่แน่นอน คือ กลุ่มสินค้าที่ต้องมีการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ ทูน่า เพราะวัตถุดิบต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ข้าว เพราะข้าวไทยไม่มีตลาดในอาเซียน กุ้งก้ามกราม ไหม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
สินค้ากลุ่มที่มีปัญหามาก ได้แก่ มะพร้าว เมล็ดกาแฟ และปาล์มน้ำมัน เนื่องจากมีความต้องการสินค้าจากไทยน้อยและขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำ โดยสินค้ามะพร้าวมีอินโดนีเซียครองตลาด ส่วนกาแฟ ไทยไม่สามารถสู้เวียดนามได้ และปาล์มน้ำมัน มาเลเซียเป็นเจ้าตลาดอยู่ สินค้า 3 ชนิดนี้จึงแข่งขันได้ยาก โดยต้องการการสนับสนุนจากรัฐเพื่อแก้ปัญหาในสินค้ากลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรจะค่อยปรับตัวตามสถานการณ์ เช่น เมื่อความต้องการสินค้าน้อยลงอาจเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน หรืออาจจัดทำโซนนิงการเพาะปลูก เพราะสินค้าเหล่านี้ยังจำเป็นต่อการบริโภคในประเทศ
“การจัดทำนี้วิเคราะห์เทียบกับตลาดอาเซียน แต่หากเทียบกับศักยภาพของตลาดโลก บางกลุ่มสินค้าที่มีปัญหาในอาเซียนอาจโดดเด่นในตลาดโลกภาพรวมได้ ซึ่งผู้ประกอบการและเกษตรกรควรจะพร้อมพัฒนาการผลิตและการตลาดอยู่ตลอดเวลา”
สำหรับในปี 2556 กระทรวงได้จัดทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบด้านต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรไทยจากการเข้าสู่เออีซี และระดมความเห็นเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายการเกษตรอาเซียนของไทย







