
ชงไทยรื้อระบบช่วยคนจน
เร่งลงทะเบียนหมุนเงินช่วยถึงมือก่อนถูก4ชาติผู้นำอาเซียนทิ้งห่าง
เร่งลงทะเบียนหมุนเงินช่วยถึงมือก่อนถูก4ชาติผู้นำอาเซียนทิ้งห่าง
พม.ห่วงอาเซียนเดินแผนแก้จนแซงไทย แนะหาช่องลงทะเบียนคนจน หมุนเส้นทางเงินช่วยถูกจุด
นายชินชัย ชี้เจริญ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดการสวัสดิการสังคมแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า หากเปรียบเทียบการแก้ปัญหาความยากจนในกลุ่มผู้นำอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย 3 ประเทศแรกรู้แล้วว่าคนจนในประเทศของตัวเองอยู่ที่ไหน ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด ขณะที่ฟิลิปปินส์และไทยยังไม่มีข้อมูลดังกล่าวที่ชัดเจน
ทั้งนี้ แม้ไทยจะพยายามยกระดับและแก้ปัญหาความยากจนของคนในชุมชนด้วยการสนับสนุนเงินกองทุนหมู่บ้าน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี แต่เงินก็มักไม่ถึงตัวกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง เพราะไทยยังไม่ทราบว่ามีคนจนอยู่ตรงไหน อีกทั้งมีคนอยากจนแกล้งเข้ามารับสิทธิจำนวนมาก
“สมมติว่ามีเด็ก 3 คนสูงไม่เท่ากัน ยืนดูฟุตบอลอยู่ที่ข้างสนาม คนหนึ่งสูงที่สุดมองเห็นในสนามได้ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนเด็กอีก 2 คนเตี้ยกว่ามาก คำถาม คือ ความเท่าเทียมคืออะไร คือการให้กล่องทุกคนสำหรับเป็นฐานยืนเพิ่มความสูงคนละ 1 ใบหรือไม่ แต่เด็กคนแรกไม่มีกล่องช่วยก็มองเห็นอยู่แล้ว เด็กบางคนอาจต้องการกล่อง 2 ใบ ทำไมเราไม่เอากล่องของเด็กคนแรกมาช่วยเด็กคนอื่น” นายชินชัย กล่าว
ปัจจุบันไทยมีเส้นความยากจนอยู่ที่ประมาณ 2,400 บาท มีผู้อยู่ใต้เส้นความยากจนราว 8.8 ล้านคน หากไทยไม่แก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว อนาคตไทยจะแพ้ทั้ง 5 ประเทศ เพราะฟิลิปปินส์กำลังพยายามแก้ปัญหานี้ ไทยจึงควรใช้วิธีการลงทะเบียนคนจนเพื่อให้ทราบว่ามีคนจนอยู่ที่ไหนบ้าง ลดความสิ้นเปลืองของทรัพยากรและให้เงินช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่ต้องการจริงๆ
นอกจากนี้ การมีฐานข้อมูลคนจนทำให้สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที เช่นเดียวกับสมัยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่คนในระบบประกันสังคมได้รับเงิน 2,000 บาท แต่คนที่อยู่นอกระบบไม่ได้รับ
สำหรับอินโดนีเซียได้รับคำชมจากธนาคารโลกในฐานะแบบอย่างเรื่องการลงทะเบียนคนจน ส่วนมาเลเซียได้รับรางวัลจากองค์การสหประชาชาติ
ด้านนางสุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวว่า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการลงทะเบียนคนจน เพราะจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่ไม่อยากโดนตีตราว่าเป็นคนยากจน จึงควรให้หน่วยงานท้องถิ่นสำรวจคนจนในพื้นที่แทนและตรวจสอบว่าเงินเข้าถึงคนจนจริงหรือไม่







