
ชงรัฐรับมือ2ล้านล.
สอท.แนะใช้พีพีพีดึงเอกชนลงทุนแทนเตือนคนท้องถิ่นต้องได้ประโยชน์ด้วย
สอท.แนะใช้พีพีพีดึงเอกชนลงทุนแทนเตือนคนท้องถิ่นต้องได้ประโยชน์ด้วย
ส.อ.ท.ทำเอกสารแนะรัฐไม่ต้องกู้เองหมด 2 ล้านล้าน แนะใช้ระบบพีพีพีดึงนักลงทุนไทยเทศร่วม
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้จัดทำข้อเสนอแนะโครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่ระหว่างการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เสนอ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม โดยแม้ว่าภาคเอกชนและท้องถิ่นจะสนับสนุนโครงการดังกล่าว แต่จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความเห็นใน 5 ภาคทั่วประเทศ เห็นว่า รัฐบาลควรสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการร่วมลงทุน โครงการพัฒนาพัฒนาระบบขนส่ง โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบสถานีรถไฟ ทั้งรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่
ทั้งนี้ รัฐบาลอาจใช้วิธีการร่วมทุนรัฐบาล–เอกชน หรือพีพีพี โดยให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเป็นผู้ลงทุน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลใช้เงินกู้น้อยกว่า 2 ล้านล้านบาท รวมทั้งอาจระดมทุนผ่านตลาดหุ้น และตราสารหนี้ โดยการตั้งเป็นกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พ.ศ. 25562563 ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบและลดปัญหาการกู้เงิน ซึ่งส่งผลต่อหนี้สาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่นว่าโครงสร้างพื้นฐานที่จะพัฒนานั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างไร รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นของพื้นที่เกี่ยวกับเส้นทางการพัฒนาทั้งทางรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และถนน ซึ่งเอกชนรวมถึงภาครัฐในพื้นที่เห็นว่า บางแนวเส้นทางอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก ทั้งประโยชน์ใช้สอย และความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ ควรมีการศึกษาผลกระทบจากการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของภูมิภาค การที่ประเทศไทยมียุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคภายใต้เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ NSEW Economic Corridor ซึ่งจะทำให้มีสินค้าขนส่งผ่านแดนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ไทยและผ่านจากไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศที่สามเพิ่มขึ้นอย่างมาก จำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งศึกษาผลกระทบต่างๆ ทั้งด้านการจราจร สิ่งแวดล้อม อุบัติเหตุ และค่าซ่อมบำรุงถนน รวมถึงกำหนดประเภทของรถ น้ำหนักบรรทุก โดยเฉพาะเส้นทางการขนส่ง
ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องมีมาตรการดูแลด้านสังคม เช่น ประชาชนที่ถูกเวนคืนที่ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหรือแหล่งทำกิน จะต้องจ่ายค่าที่ดินในอัตราที่เป็นธรรมและจัดหาแหล่งทำกินทดแทน รวมทั้งป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเปิดให้ประชาชนในพื้นที่ที่จะพัฒนามีส่วนร่วมในการดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบขึ้น โดยเฉพาะที่ผลกระทบเกี่ยวข้องกับสุขอนามัยทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจะมีผลต่อชุมชนและประเทศ
สำหรับผลกระทบต่อชุมชนต่อการเวนคืนพื้นที่ ควรมีการพิจารณาประเด็นเชิงสังคมถึงผลกระทบในแหล่งทำกิน และหรือที่อยู่อาศัยของชุมชนด้อยโอกาสเหล่านั้น รวมทั้งพิจารณาให้มีกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงพื้นที่ รวมทั้งหาทางให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้
“รัฐบาลจะต้องดำเนินด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลดต้นทุนโลจิสติกส์และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” นายธนิต กล่าว







