
‘เอสวายเอ็ม’ทำใจยอดขายพลาดเป้า
เอสวายเอ็มพลาดเป้าขายปี 2556 เหตุปัจจัยรถคันแรกบ้านหลังแรก กระทบกำลังซื้อลดลง
เอสวายเอ็มพลาดเป้าขายปี 2556 เหตุปัจจัยรถคันแรกบ้านหลังแรก กระทบกำลังซื้อลดลง
นายธนชาต ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มไบค์ มอเตอร์เซลส์ ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถจักรยานยนต์บิ๊กสกูตเตอร์ “เอสวายเอ็ม” จากประเทศไต้หวัน เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ายอดจำหน่ายบิ๊กสกูตเตอร์ในปี 2556 ที่ตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 400 คัน หรือเติบโตขึ้น 30% จากปีก่อนที่มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 300 คัน จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงจากการใช้เงินในอนาคตไปทั้งหมดในปีที่ผ่านมาในโครงการคืนภาษีรถคันแรกและบ้านหลังแรก
ทั้งนี้ ยอดจำหน่าย 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) มียอดรวมอยู่ที่ 200 คัน และคาดว่าทั้งปีจะมียอดจำหน่ายรวมอยู่ที่ 300 คัน เทียบเท่ากับปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีศูนย์จำหน่ายและบริการจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ จ.อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ (2 แห่ง) ซึ่งมีแผนการขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุมในเขตภาคกลาง ตะวันออก และภาคใต้ในอนาคต
นอกจากนี้ ในปี 2557 บริษัทมีแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อช่วยสร้างยอดจำหน่ายให้เพิ่มขึ้นกว่าปีนี้ โดยตั้งเป้ายอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็น 450 คันในปี 2557
“ตลาดบิ๊กสกูตเตอร์ถือได้ว่าเป็นตลาดใหม่สำหรับประเทศไทย ซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมนัก โดยภาพรวมตลาดอยู่ที่ 400 คันต่อปี ซึ่งบริษัทถือได้ว่ามีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงในระดับเกิน 50% ขึ้นไป เมื่อเทียบกับบริษัทผู้จำหน่ายรายอื่น” นายธนชาต กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นบนตราสินค้า ถึงแม้จะมาจากประเทศไต้หวันแต่เชื่อมั่นว่าด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการชูจุดเด่นของตัวผลิตภัณฑ์รวมถึงการบริการหลังการขายจะสามารถครองใจผู้บริโภคให้มีความเชื่อมั่นได้ในระยะยาว โดยล่าสุดบริษัทได้เข้าร่วมงาน “Taiwan Excellence” งานส่งเสริมแบรนด์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์คุณภาพสูงจากประเทศไต้หวัน เพื่อการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคไทย
นางเอลิน่า หลี่ฮุ่ยหลิง ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การตลาด สมาคมพัฒนาการค้าระหว่างประเทศของไต้หวัน กล่าวว่า งานดังกล่าวการจัดมหกรรมงานแสดงผลิตภัณฑ์แบรนด์ไต้หวันจำนวน 37 แบรนด์ ในประเทศไทยในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ จัดโดยสมาคมพัฒนาการค้าต่างประเทศของไต้หวันและกระทรวงเศรษฐกิจแห่งไต้หวัน ใช้งบประมาณการมูลค่า 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 30-40 ล้านบาท)
สำหรับการจัดงานดังกล่าวในประเทศไทยถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการจัดขึ้นในประเทศไทย จากการเล็งเห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่มีอัตราเติบโตสูงในปีที่ผ่านมา







