posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

19 กันยายน 2556

เอ็นจีวีอีสานส่อป่วน

เอ็นจีวีอีสานส่อป่วน

นายนพดล ปิ่นสุภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 2024 ก.ย.นี้ ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งสินภูฮ่อม จ.อุดรธานี กำหนดปิดซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์ ส่งผลให้ผู้ผลิตก๊าซไม่สามารถจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับสถานีจ่ายก๊าซหลัก อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ได้ตามปกติ ทำให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีก๊าซให้บริการลดลงเหลือ 275 ตันต่อวัน จากปริมาณความต้องการ 750 ตันต่อวัน

ทั้งนี้ ปตท.เตรียมความพร้อมรองรับการหยุดจ่ายก๊าซของแหล่งสินภูฮ่อม ด้วยการจัดสรรก๊าซในปริมาณ 245 ตันต่อวัน จากสถานีจ่ายก๊าซหลักในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑลมาเสริม ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าวมีปริมาณก๊าซพร้อมให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 520 ตันต่อวัน แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องระยะทางขนส่งที่ไกลขึ้น จึงอาจทำให้ผู้ใช้รถเอ็นจีวีไม่ได้รับความสะดวกเหมือนปกติ

นัดแจงแผนตลาด รร.สุวรรณภูมิ

พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 ก.ย.นี้ ได้เชิญผู้บริหารบริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (รทส.) มาชี้แจงแผนกลยุทธ์การสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 และแผนงานในปี 2557 ซึ่งแนวโน้มผลประกอบการคาดว่าจะทำกำไรได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ ไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท แต่ผลประกอบการถึงเดือน ส.ค. 2556 มีกำไรประมาณเกือบ 20 ล้านบาท

ปัจจุบัน รทส.มีลูกค้าที่เข้ามาใช้พื้นที่โรงแรมในการจัดสัมมนาเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังมีสายการบินที่มีการทำสัญญาจองห้องพักให้กับเจ้าหน้าที่ของสายการบินต่างๆ จากฮ่องกง ญี่ปุ่นและออสเตรีย เฉลี่ยวันละ 100 ห้อง ทำให้ผลประกอบการในปีนี้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 10% หรือคาดว่าจะมีรายได้ในปีนี้ประมาณ 729 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรเกินกว่า 30 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท รทส. กล่าวว่า ในส่วนของ รทส.นั้น ต้องปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ในเบื้องต้นผลประกอบการปีนี้น่าจะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือปัญหาและอุปสรรคที่เป็นข้อจำกัดในอดีตของคณะกรรมการ รทส.นั้นมีการปรับและแก้ไขเพื่อเอื้อให้กับระบบการทำงานทำให้การบริหารงานสามารถที่จะเดินหน้าได้อย่างสะดวกมากขึ้น รวมทั้งยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ถือหุ้น เช่น บริษัท การบินไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) นอกจากนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อลดค่าใช้จ่ายกับผู้รับจ้าง คือ กลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซลฮอสพิแทลลิที (กลุ่มยูเฮช กรุ๊ป) หรือกลุ่มแอคคอร์ ที่เป็นผู้รับจ้างบริหารโรงแรมนั้น เช่น การปรับลดตำแหน่งที่ไม่มีความจำเป็นเพื่อลดค่าใช้จ่าย การปรับปรุงเงื่อนไขกับเจ้าหนี้เงินกู้หรือธนาคารทหารไทย ในการนำสิทธิการบริหารงานมาใช้เป็นหลักประกันกับธนาคารทหารไทย ซึ่งได้รับความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว

เจ้าท่าหนุนต่อเรือในประเทศ

นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งรัดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาความเหมาะสมเกี่ยวกับรูปแบบการจูงใจทางด้านการเงินเพื่อให้ผู้ประกอบการขนส่งทางเรือของไทยให้ความสนใจต่อเรือใหม่ในประเทศภายใต้โครงการดังกล่าว ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มศักยภาพอู่ต่อเรือของไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการภาคการขนส่งทางเรือให้สูงขึ้น โดยเฉพาะเรือขนส่งน้ำมัน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้ เนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องของต้นทุนที่สูง จึงไม่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและต้องการให้ สศช.พิจารณารายละเอียดการจูงใจใหม่อีกครั้ง โดยต้นทุนการต่อเรือใหม่ในไทยที่มีการคิดคำนวณไว้ก่อนหน้านี้จะสูงกว่าจีนและเกาหลีใต้ประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มาตรฐานของไทยสูงกว่า คือ เทียบเท่ากับญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการต่อเรือใหม่ในไทยจะอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 250 ล้านบาทต่อลำ โดยโครงการนี้จะต้องต่อเรือทั้งหมดรวม 10 ลำ แต่เบื้องต้นกำหนดไว้ที่ 35 ลำก่อน เพราะหากเริ่มดำเนินการได้ ที่เหลือคงไม่มีปัญหา

เล็งรีดเบนซินดีเซลเพิ่ม 40 สต.

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่าในวันที่ 19 ก.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังาน ที่มี นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เป็นประธาน ซึ่งวาระสำคัญจะมีการพิจารณาปรับเพิ่มอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซลอย่างน้อย 40 สตางค์ต่อลิตร เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาปรับลดลงต่อเนื่อง จนทำให้ค่าการตลาดน้ำมันอยู่ในระดับที่ดีมีโอกาสที่จะทยอยเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อสะสมเป็นรายได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ผู้ค้าน้ำมันได้ทยอยปรับลดราคาขายปลีกให้กับประชาชนไปแล้ว 2 ครั้ง ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับลดลง โดยค่าการตลาดน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 1.8 บาทต่อลิตร แยกเป็นเบนซินแก๊สโซฮอล์อยู่ที่ 2 บาทต่อลิตร ในขณะที่ดีเซลอยู่ที่ 1.5 บาทต่อลิตร ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกมีโอกาสปรับลดลงได้อีก จึงเป็นโอกาสที่สามารถเพิ่มการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า