posttoday
ทียูเอฟปรับโครงสร้างขยับสู่ "องค์กรระดับโลก"

ทียูเอฟปรับโครงสร้างขยับสู่ "องค์กรระดับโลก"

19 กันยายน 2556

การที่องค์กรจะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนได้ “ทรัพยากรมนุษย์” ถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นหนึ่งในภารกิจที่ “ทียูเอฟ”

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

การที่องค์กรจะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนได้ “ทรัพยากรมนุษย์” ถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นหนึ่งในภารกิจที่ “ทียูเอฟ” ผู้ผลิตทูน่ากระป๋องรายใหญ่ของโลก จะต้องเร่งสร้างเพื่อรองรับแผนขยายการลงทุนทั่วโลก และเป้าหมายรายได้ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 2.4 แสนล้านบาท ภายในปี 2561

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ ทียูเอฟ กล่าวว่า การสร้างบุคลากรเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดย 6 ปีที่ผ่านมาทียูเอฟจริงจังกับการพัฒนาบุคลากรต่อเนื่อง พร้อมรับคนใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพ โดยตั้งเป้า 5 ปีข้างหน้าจะมีบุคลากรระดับผู้นำมากขึ้น

“การฝึกคนไม่ใช่การซื้อตัวคนเก่งแบบสำเร็จรูปแล้วใช้ได้เลย ต้องมีการผสมผสานสร้างความสมดุลระหว่างคนเก่าและแนวคิดจากคนใหม่ๆ เพื่อเดินไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน”

นอกจากนี้ ทียูเอฟยังมีเป้าหมายยกระดับจากองค์กรสัญชาติไทย สู่ความเป็นองค์กรระดับโลก หรือ โกลบอล คอมพานี แบบบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติหลายบริษัทที่เข้ามาทำตลาดในไทย เพราะวันนี้ทียูเอฟกลายเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจระดับโลก หรือ โกลบอล บิซิเนส แล้ว จากการขยายการลงทุนไปทั่วโลก ทั้งการไปในนามทียูเอฟเอง และการซื้อกิจการธุรกิจอาหารหลายแห่งในอเมริกา ยุโรป เวียดนาม การร่วมทุนในจีน แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่ได้เป็นโกลบอล คอมพานี ซึ่งคาดว่าอีก 5-10 ปี ทียูเอฟจะเป็นโกลบอล คอมพานี สมบูรณ์แบบ

ปัจจัยที่จะทำให้ทียูเอฟกลายเป็นโกลบอล คอมพานี ได้นั้น จะต้องปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ ด้วยการรวมศูนย์การบริหารในแต่ละภูมิภาคของโลก แบ่งเป็น 3 ภูมิภาคหลัก คือ โซนอเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยมีไทยเป็นสำนักงานใหญ่ดูแลภาพรวมตลาดทั่วโลก จากปัจจุบันบริษัททั้งหมดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจะแยกกันบริหาร แล้วส่งรายงานตรงมายังบริษัทแม่เมืองไทย

แน่นอนว่า ข้อดีของการแยกกันบริหาร จะมีความคล่องตัวสูง แต่การปรับโครงสร้างองค์กรสู่ความเป็นโกลเบิล คัมพานี จะมีความเป็นระบบอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วโลก ซึ่งจะทำให้องค์กรมีพลังในการขับเคลื่อนที่แรงกว่า ด้านมุมมองของธีรพงศ์แล้ว ทียูเอฟต้องการเป็นองค์กร “ใหญ่” และ “คล่องตัว” จึงต้องอาศัยความค่อยเป็นค่อยไปในการรวมศูนย์ในการบริหาร โดยต่อไปอาจจะมีผู้บริหารระดับสูงที่ทำหน้าที่แยกกันไป เช่นผู้บริหารสายการเงินระดับภูมิภาค ระดับโลก ผู้บริหารที่ดูแลตลาดทูน่าระดับภูมิภาคและระดับโลก เป็นต้น อีกทั้งการปรับตัวสู่องค์กรระดับโลกยังเป็นแม่เหล็กชั้นดีในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพให้เข้าสู่องค์กรมากขึ้นด้วยเพราะปัจจุบันการที่เมืองไทย มีบริษัทขนาดใหญ่มากๆ ในลักษณะโกลเบิล คัมพานีน้อยมาก ทำให้คนไทยที่มีความสามารถสูงเลือกไปทำงานให้กับบริษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งทียูเอฟ สามารถยกระดับองค์กรให้เป็นโกลเบิล คัมพานีได้ ก็มีโอกาสในการดึงคนเหล่านี้กลับเข้ามาทำงานในไทยได้เช่นกัน

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง เชื่อว่ายังมีแนวโน้มเติบโตดี แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค เช่น วัตถุดิบอย่างกุ้งขาดแคลน ซึ่งอาจกระทบกับเป้าหมายรายได้ในปีนี้ให้ลดลง 5% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้กว่า 1 แสนล้านบาท อาจจะต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 5% แต่จะไม่กระทบเป้าหมายระยะยาว

ขณะเดียวกัน หากแนวโน้มวัตถุดิบหลัก เช่น ทูน่า หรือกุ้ง ขาดแคลน ก็ถือเป็นความท้าทายให้กับองค์กรต้องปรับตัว ต้องสร้างนวัตกรรม สร้างมูลค่าให้กับสินค้า เพื่อขายในราคาที่สูงขึ้น เพราะหากจะปรับขึ้นราคาสินค้า โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคยุคใหม่คงไม่ยอมแน่ ดังนั้นการคิดในสิ่งที่แตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด จะทำให้องค์กรอยู่รอด

แม้ว่าขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกยังชะลอตัว แต่ก็เชื่อว่าจะไม่เป็นอุปสรรคกับเป้าหมายระยะยาว เพราะเศรษฐกิจมีลงก็ต้องมีขึ้น และหลายภูมิภาคเริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัว ทำให้ซึ่งภาพรวมของอเมริกาเวลานี้ ถือว่าปรับตัวดีขึ้น ญี่ปุ่นก็ดีขึ้น ยุโรป อาจฟื้นตัวช้ากว่าเล็กน้อย ก็ต้องมีวันที่ฟื้นตัวกลับมา ส่วนเอเขียยังคงเติบโต จึงทำให้มั่นใจว่ารายได้กว่า 2.4 แสนล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท