
รับมือศก.ทรุดยาว
ซีไอเอ็มบีไทยคาดใน2-3ปีโตต่ำกว่า4%ปีนี้ขยายตัวได้2.8%หนี้พุ่งกำลังซื้อลด
ซีไอเอ็มบีไทยคาดใน2-3ปีโตต่ำกว่า4%ปีนี้ขยายตัวได้2.8%หนี้พุ่งกำลังซื้อลด
ซีไอเอ็มบี ไทย คาดภาวะหนี้ครัวเรือนสูงกดดันเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 4% ยาว 23 ปี
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับภาวะที่ขยายตัวได้ต่ำกว่าปกติ หรือเติบโตได้ต่ำกว่า 4% ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี จากปัจจัยด้านหนี้ครัวเรือนที่ล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ใกล้ระดับ 80% ต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะกำลังการบริโภคภายในประเทศลดลงและจะกระทบเป็นลูกโซ่
“การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นสูงในปีที่ผ่านๆ มาได้ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเร่งตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ครัวเรือนจะเหลือเงินเพื่อการบริโภคลดลงหลังจากหักค่าเงินผ่อน ดอกเบี้ยเงินกู้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายพื้นฐานอื่นๆ เมื่อการบริโภคลดลงธุรกิจก็จะปรับลดการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ช้าลง โดยคาดว่าภาวะการชะลอตัวของการบริโภคจะดำเนินอยู่อีกราว 2 ปีเป็นอย่างน้อย ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาเติบโตได้เหมือนช่วงก่อนหน้าตามภาวะหนี้ที่คาดว่าจะลดลง” นายอมรเทพ กล่าว
ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศจะช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทยได้อย่างจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะที่เติบโตช้าลง โดยเฉพาะจีนที่อาจต้องใช้เวลาปรับตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวแต่ก็ยังคงเปราะบาง โดยมีเพียงสหรัฐที่ฟื้นตัวมั่นคง
นอกจากนี้ การที่ต้นทุนค่าแรงของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นในระดับต่ำ ต้นทุนพลังงานที่ปรับลดลงแต่ยังมีประสิทธิภาพในการผลิตที่สูง อาจทำให้สหรัฐกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญและเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยได้ ทำให้คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ต่ำต่อไปในอีก 2-3 ปี ข้างหน้า
นายอมรเทพ กล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญในช่วงต่อไปคือ ภาวะสภาพคล่องที่ตึงตัว เมื่อมีการปรับลดหรือถอนมาตรการอัดฉีดเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ ประกอบกับการออมในประเทศที่มีแนวโน้มลดลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ขณะที่การลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจากการกู้เงินจะแย่งชิงแหล่งเงินจากภาคเอกชน
“แต่สิ่งที่น่ากังวลในอนาคต คือ เมื่อสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยซึ่งคาดจะเกิดขึ้นกลางปี 2557 เพราะจะกดดันให้เงินไหลออกอีกครั้งในปีหน้า และส่งผลให้สภาพคล่องของตลาดเงินในประเทศตึงตัวมากขึ้นได้” นายอมรเทพ กล่าว
นายอมรเทพ กล่าวอีกว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ธนาคารคาดว่าจะเติบโตได้แค่ 2.8% โดยเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 จะหดตัวลงอีกเล็กน้อยเทียบกับไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ ก่อนที่จะปรับขึ้นมาเติบโตในไตรมาสสุดท้ายของปี
ขณะที่เศรษฐกิจของไทยในปีหน้าก็จะยังคงอยู่ในภาวะของการเติบโตแบบช้าๆ แต่ตัวเลขอาจปรับขึ้นไปที่ 3.4%
สำหรับดอกเบี้ยนโยบายนั้น คาดว่าผลจากเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะนำมาพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% สู่ระดับ 2.25% ในปีนี้ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน และคงดอกเบี้ยในระดับนี้ต่อไปในปีหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทนั้น คาดว่าจะแข็งค่าต่อไปได้อีกระยะหนึ่งหลังมาตรการคิวอีมีความชัดเจน เงินบาทจะกลับมาแตะอยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงสิ้นปีนี้ แต่กระแสเงินทุนจะไหลออกเมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มฟื้นตัว และการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าจะเป็นแรงกดดันให้เงินบาทระยะยาวอ่อนค่ามาแตะที่ระดับ 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐในสิ้นปีหน้า







