
SME มอนิเตอร์
อาบูจา — สำนักงานเพื่อการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งไนจีเรีย (เอสเอ็มอีดีเอเอ็น) ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ร่วมกับองค์กรสาธารณะของฝรั่งเศสด้านการเงินและการพัฒนาธุรกิจของรัฐบาลฝรั่งเศส (เบเปอี) เพื่อประสานความร่วมมือในการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ระหว่างสองชาติ โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวจะมีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะการพัฒนาแรงงาน และรูปแบบการบริหารธุรกิจแก่เอสเอ็มอีในไนจีเรีย ตลอดจนจัดตั้งสภาการลงทุนและการค้าฟรังโกไนจีเรีย ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนในทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าว่าสัดส่วนธุรกิจสัญชาติฝรั่งเศสที่ลงทุนในไนจีเรียจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ภายในไม่อีกกี่ปีข้างหน้านี้
อาบูจา — สำนักงานเพื่อการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งไนจีเรีย (เอสเอ็มอีดีเอเอ็น) ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ร่วมกับองค์กรสาธารณะของฝรั่งเศสด้านการเงินและการพัฒนาธุรกิจของรัฐบาลฝรั่งเศส (เบเปอี) เพื่อประสานความร่วมมือในการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ระหว่างสองชาติ โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวจะมีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะการพัฒนาแรงงาน และรูปแบบการบริหารธุรกิจแก่เอสเอ็มอีในไนจีเรีย ตลอดจนจัดตั้งสภาการลงทุนและการค้าฟรังโกไนจีเรีย ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนในทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าว่าสัดส่วนธุรกิจสัญชาติฝรั่งเศสที่ลงทุนในไนจีเรียจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ภายในไม่อีกกี่ปีข้างหน้านี้
แคนเบอร์รา — มายด์ ยัว โอน บิซิเนส (เอ็มวายโอบี) บริษัทให้บริการทางการเงินของออสเตรเลีย เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ในประเทศ 1,022 แห่ง พบว่า 35% ยังวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มสภาพเศรษฐกิจ โดยคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 12 ปี กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในช่วงก่อนหน้านี้ โดยมีเพียง 23% มองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นภายใน 12 เดือนข้างหน้านี้ ภายหลังจาก โทนี แอ็บบอตต์ ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคลิเบอรัล ชนะการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ
เปตาลิง จายา — คณะสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของจีนในมาเลเซีย (เอซีซีซีไอเอ็ม) ออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการสั่งจ่ายเช็คของธนาคารกลางมาเลเซีย จากเดิมที่ 15 เซน เป็น 50 เซน ว่า เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ไม่จำเป็นแก่วิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ในประเทศ คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยให้เหตุผลว่า แม้แผนการดังกล่าวมุ่งเป้าเพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการรายย่อยหันมาใช้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อีเพย์เมนต์) มากขึ้น ทว่าแนวทางดังกล่าวจะฉุดรั้งการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมในการเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินจากการสั่งจ่ายเช็คและใช้เงินสดมาเป็นการชำระทางอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเสนอแนะให้บูรณาการการใช้บริการชำระเงินแบบดั้งเดิมและอิเล็กทรอนิกส์ควบคู่กันไปในระยะแรกก่อน







