
3 เอสเอ็มอี ปรับปรุงธุรกิจใหม่รับมือเศรษฐกิจขาลง
ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการเสริมศักยภาพนักธุรกิจมือโปร (SCB SME Intelligent Entrepreneur Program–IEP) เพื่อมุ่งเสริมศักยภาพการทำธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีไทย) มีเอสเอ็มอีเข้าร่วมกว่า 600 บริษัท พร้อมแนะแนวทางรับมือกับเศรษฐกิจขาลงที่กำลังเกิดขึ้น
“ชุมพล ชูคุวงศ์” กรรมการ บริษัท ฟอร์วาร์ด เอ็นจิเนียริ่ง ผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและตกแต่งภายใน ในฐานะประธาน IEP รุ่น 7 กล่าวว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายเล็กแข่งขันรุนแรงมาก และได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างขึ้นราคา แต่ไม่สามารถขึ้นราคาธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้ ดังนั้น บริษัทจึงหันมาขยายกลุ่มลูกค้าให้หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยงให้กับธุรกิจ
นอกจากนี้ เน้นรับงานลูกค้าที่มีขนาดเล็กลง แต่มีจำนวนโครงการเพิ่มขึ้น ส่งผลดีให้ธุรกิจมีงานรับเหมาเพิ่มขึ้น และหันไปจ้างงานผลิตบางส่วนจากบริษัทภายนอก (เอาต์ซอร์ส) ทำให้ต้นทุนลดลง และใช้แรงงานน้อยลง
รวมทั้งบริษัทยังต้องการขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ครบวงจร โดยในอนาคตสนใจทำธุรกิจสร้างบ้านและทำแบรนด์ของตัวเอง เพราะการทำธุรกิจรับเหมามีต้นทุนสูงขึ้นทุกวันและไม่สามารถขึ้นราคาได้เลย
“การรวมกลุ่มเพื่อเสริมศักยภาพของธุรกิจเอสเอ็มอี คือ แนวทางทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีประสบความสำเร็จ แข่งขันได้ และทำให้มีเครือข่ายมากที่สุด ซึ่งผลของการรวมกลุ่มเราไม่ได้แค่รู้จัก แต่ได้พันธมิตร ได้เพื่อนใหม่ มารู้จักกัน ไว้ใจกัน และที่ผ่านมาหลายรายประสบความสำเร็จเป็นคู่ค้าธุรกิจด้วยกัน” ชุมพล กล่าว
“ธีร์รัฐ ปฐพีรัฐนนท์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันวา พีอีที ผู้ผลิตขวดพลาสติกภายใต้แบรนด์ ซันวา พีอีที ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการ IEP กล่าวว่า บริษัทได้ปรับตัวรับมือกับภาวะต้นทุนทำธุรกิจเพิ่มขึ้นทุกด้าน ด้วยการลงทุนใช้เครื่องจักรในโรงงาน เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 5-10 ล้านบาท เพื่อลดการใช้แรงงานคน เช่น เครื่องจักร 1 เครื่องใช้แรงงานเพียง 2 คน จากเดิมใช้ 3 คน ส่งผลดีให้สินค้ามีคุณภาพสูงขึ้น และมีขั้นตอนผลิตที่น้อยลง
พร้อมกันนี้ยังปรับมาใช้แรงงานไทย และไม่ใช้แรงงานประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากการมุ่งพัฒนาการผลิตและทักษะให้แรงงานคนไทย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่แรงงานและทำให้แรงงานมีความรู้ เทคโนโลยีสูงขึ้น ช่วยต่อยอดธุรกิจ แตกต่างจากการใช้แรงงานต่างชาติที่ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานรวม 80 คน
“การลงทุนเครื่องจักรยังช่วยลดต้นทุน เพราะไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ รวมถึงในขณะนี้ผู้ผลิตสินค้าเอสเอ็มอีทุกรายไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ เพราะการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจะกระทบต่อลูกค้าและยอดขาย จึงอยากแนะนำให้เอสเอ็มอีหันมาลงทุนเครื่องจักรใหม่ในโรงงานมากขึ้น” ธีร์รัฐ กล่าว
จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มีบริษัทเอสเอ็มอีไทยเข้ามาร่วมทำโครงการมากกว่า 600 บริษัท เพื่อสร้างความร่วมมือและพันธมิตรให้แก่เอสเอ็มอีทั่วประเทศ
ด้าน “ธงชัย พิชญ์พิศาล” เจ้าของธุรกิจ ตาโต้ กรุ๊ป ผู้ผลิตกระจก ตาโต้ และประธานชมรมนักธุรกิจมือโปร เปิดเผยถึงการเข้ามาร่วมอบรมในโครงการนี้ว่า ได้เครือข่ายนักธุรกิจเอสเอ็มอีหลากหลายกลุ่ม จึงเกิดความร่วมมือ และได้พันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีที่ต้องใช้พันธมิตรเท่านั้น หากไม่มีเครือข่ายธุรกิจจะแข่งขันไม่ได้
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ทำธุรกิจใหม่กระจกภายใต้แบรนด์ “ตาโต้” ที่เป็นกระจกนวัตกรรมใหม่ ทั้งการดีไซน์และการออกแบบใหม่ เพื่อเจาะตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่ต้องการกระจกไม่เหมือนใคร (นิชมาร์เก็ต) รวมทั้งมีราคาที่ต่ำกว่ากระจกนำเข้าจากต่างประเทศ 3 เท่า ซึ่งได้เริ่มทำตลาดพร้อมกับวางจำหน่ายในร้านบุญถาวรประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา และในอนาคตหากยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็มีแผนลงทุนสร้างโรงงาน จากปัจจุบันใช้แรงงานคนผลิตทั้งหมด
สำหรับการทำธุรกิจกระจกในครั้งนี้ เพราะอยากสร้างแบรนด์สินค้าใหม่ที่โดดเด่นและแตกต่าง จากปัจจุบันบริษัททำธุรกิจผลิตสินค้าคิ้วพีวีซีและจมูกบันได แต่ธุรกิจแข่งขันรุนแรงมาก และมีปัญหาที่ห้างค้าปลีกบางแห่งผลิตสินค้ามาแข่งกับบริษัท มีผลให้กำไรลดลง ซึ่งการหันมารุกธุรกิจใหม่ครั้งนี้พบว่ายอดขายเติบโตดีและมีกำไรเพิ่มขึ้น แตกต่างจากธุรกิจเดิมที่เน้นขายปริมาณมาก แต่กำไรน้อย
ถือเป็น 3 เอสเอ็มอีไทย ที่สามารถปรับตัวและผลักดันธุรกิจให้เติบโตได้ต่อไป โดยทุกบริษัทต่างให้ความสำคัญกับคำว่า เทคโนโลยี นวัตกรรม แบรนด์ และพันธมิตร เพื่อให้เป็นบริษัทเอสเอ็มอีที่แข็งแกร่งมากที่สุด







